แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอลัมน์ ดร.ณัชร สายามวาลา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอลัมน์ ดร.ณัชร สายามวาลา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อยากสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกหลานสนใจวิทยาศาสตร์?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 373 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “ผมได้รับรางวัลโนเบล เล่ม 1”




=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์การ์ตูนความรู้ของนานมี บุ๊คส์ ในหมวด “ประวัติบุคคล”  โดยเล่มนี้เป็นเรื่องราวของผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ 2 ท่าน คือ นพ.โรแบร์ท โคค ผู้ค้นพบเชื้อวัณโรค และ นพ.เฟรเดอริก แบนติง  ผู้ค้นพบอินซูลินรักษาโรคเบาหวาน
เนื้อหาในเล่มได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดดยคณะอาจารย์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประเทศเกาหลี  นอกจากจะให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกระบวนการเกิดโรคและรักษาโรคแล้ว  ยังสอดแทรกข้อคิดผ่านวิธีเล่าเรื่องให้ผู้อ่านมองเห็นด้วยว่า ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องใด ๆ นั้นทุกคนล้วนแต่ต้องทุ่มเทกายและใจเป็นอย่างมากเป็นระยะเวลาไม่น้อย
นอกจากนี้ยังให้แรงบันดาลใจในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกด้วย  เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกวัย
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*   จุลินทรีย์ (microorganism) คือสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น ไวรัส แบคทีเรีย รา ยีสต์ โพรโตซัว  การศึกษาจุลินทรีย์เริ่มมาตั้งแต่ปี 1674 โดยนักจุลชีววิทยาชาวฮอลันดา
*  โรแบร์ท โคค (ค.ศ.1843-1910) เป็นแพทย์ชาวเยอรมัน  ในปีค.ศ. 1876 เขาค้นพบแบคทีเรียที่ก่อโรคแอนแทร็กซ์  ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสัตว์แล้วแพร่มาสู่คน  ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่เสียชีวิต
*  การทดสอบเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคทำได้โดยการดูดเลือดจากสัตว์ที่เป็นโรคแล้วนำมาเพาะเลี้ยงเชื้อในสภาวะที่เหมาะสม  แล้วนำเชื้อนั้นไปฉีดในหนูทดลอง  ถ้าหนูตายแสดงว่าเชื้อนั้นเป็นเชื้อก่อโรค
*  ต่อมาในปีค.ศ. 1882 โคคค้นพบแบคทีเรียซึ่งเป็นเชื้อก่อวัณโรค  โคคศึกษาโรคนี้จนสกัดสารที่ชื่อว่า ทูเบอร์คิวลิน ซึ่งช่วยตรวจสอบวัณโรคได้  งานวิจัยนี้ทำให้โคคได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปีค.ศ. 1905
*  โคคเป็นผู้วางรากฐานของวิชา จุลชีววิทยา  หลังจากเขาได้รับรางวัลโนเบล 3 ปี  เพาล์ แอร์ลิค เพื่อนของเขาก็ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบซิฟิลิส  ในปี 1926 คะสึซะบุโร ยะมะงิวะ ลูกศิษย์ของโคคได้รับรางวัลด้านการวิจัยโรคมะเร็ง  และฟรีดิช เลิฟเฟลอร์ใช้หลักการของโคคค้นพบเชื้อก่อโรคคอตีบ
*  เฟรเดอริก แบนติง เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชาวแคนาดา  เขาค้นพบอินซูลิน สารที่หลั่งจากตับอ่อนซึ่งช่วยรักษาโรคเบาหวาน
*  โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ  น้ำตาลส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย  แต่ถ้าเหลือมันจะเปลี่ยนรูปเป็นไกลโคเจนสะสมตามตับและกล้ามเนื้อ
*  ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่จัดการน้ำตาลในเลือดคือ อินซูลิน  ถ้าขาดอินซูลินน้ำตาลในเลือดจะสูงกว่าปกติ  แรก ๆ เบาหวานจะไม่มีอาการ  อาจน้ำหนักลด หิวบ่อย กินเก่ง ปัสสาวะบ่อย  กว่าจะรู้ตัวก็มีโรคแทรกซ้อนแล้ว  เช่น สายตาไม่ดี ความดันโลหิตสูง และโรคไต  ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้
*  ในสมัยนั้นการทดลองเรื่องโรคเบาหวานเป็นเรื่องยากมาก ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ  แต่แบนติงสนใจเรื่องนี้มากและได้ใช้ความพยายามอย่างหนักให้ศาสตราจารย์แมกเลียตเป็นที่ปรึกษาเขาเพื่อได้เข้าถึงห้องทดลองและได้เรียนรู้เกี่ยวกับตับอ่อน
*  ด้วยความพยายามทุ่มเทของแบนติง  ในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 1905 จากการค้นพบอินซูลินร่วมกับศาสตราจารย์ เจ.เจ.อาร์.แมกเลียต ที่มหาวิทยาลัยโตรอนโต
หนังสือชื่อ “ผมได้รับรางวัลโนเบล เล่ม 1” โดย Haneon แปลโดย รัดเกล้า ภู่ทอง การ์ตูนความรู้นานมีบุ๊คส์  ตุลาคม 2558  208 หน้า ราคา 165 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “ผมได้รับรางวัลโนเบล เล่ม 1” ได้ที่ https://goo.gl/sjJ82g

อยากอ่านประวัติอย่างย่อและข้อธรรมของหลวงปู่จวนไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 367 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “หลวงปู่จวน” ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือขนาดย่อมเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุดสุดยอดสงฆ์ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  ในเล่มมีทั้งประวัติหลวงปู่จวนอย่างย่อ ตลอดจนหลักธรรมคำสอนของท่าน
นอกจากคำสอนของหลวงปู่จวนโดยตรงแล้ว  ผู้เรียบเรียงยังเสริมเนื้อหาด้วยการสอดแทรกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของหลวงปู่จวนในแต่ละช่วงอีกด้วย
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  เด็กชายจวนเกิดในครอบครัวชาวนาในปีพ.ศ. 2463 เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย มีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไม่รังแกสัตว์ ไม่หยิบจับข้าวของคนอื่นมาเป็นของตน  รักความถูกต้องยุติธรรม  เป็นที่รักของพ่อแม่
*  ครั้งหนึ่งเด็กชายจวนเห็นวัตรปฏิบัติของพระธุดงค์ที่มาปักกลดอยู่ข้างบ้าน  จึงเกิดความเลื่อมใสและเริ่มคิดว่า “วันหน้าเราจะบวชเป็นพระธุดงค์บ้าง”
*  หลังจากนายจวนได้บวชเป็นพระในสายธรรมยุติกนิกายแล้วก็ทุ่มเทพากเพียรเดินจงกรมนั่งสมาธิฉันน้อย นอนน้อย  บางครั้งก็อดทั้งอาหารและอดนอน  และมีจริตชอบพิจารณาอสุภกัมมัฏฐาน
*  ท่านเคยอธิษฐานจิตว่าถ้ายังมีบุญวาสนาในเพศพรหมจรรย์ต่อไปและมีโอกาสได้บรรลุธรรมแล้วก็ขอให้ได้มีนิมิตเห็นพระอาจารย์มั่นและให้ได้ไปกราบหรือสนทนาธรรม  และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ คือ ได้เห็นทั้งนิมิตและได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์มั่น
*  พระอาจารย์มั่นเคยแนะนำพระจวนว่า “…การภาวนาให้พิจารณากายส่วนใดส่วนหนึ่งให้ถูกกับจริต  ถ้าจิตไม่สงบ ฟุ้งซ่าน ให้น้อมนึกด้วยความมีสติแล้วภาวนาว่า พุทโธ  เมื่อจิตสงบให้พิจารณาตนเองต่อ  เมื่อจิตร่วมก็ให้มีสติรู้ว่าจิตรวม อย่าบังคับให้จิตรวม อย่าถอนจิตที่รวมจนกว่าจิตจะถอนออกเอง”
“…ส่วนนิมิตที่เกิดขึ้นให้น้อมพิจารณาเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่าพลั้งเผลอ…”
*  หลวงปู่จวนได้ธุดงค์ไปหลายที่และได้มีส่วนช่วยชาวบ้านพัฒนาท้องถิ่นให้ทำมาหากินได้ มีแหล่งน้ำใช้  ท้ายสุดได้ไปพัฒนาบริเวณภูทอกจนเป็นวัดของท่าน  และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมากราบนมัสการท่านหลายครั้ง
*  (กล่าวถึงปัจจัยที่ในหลวงถวายท่าน และท่านนำไปสร้างอ่างเก็บน้ำให้ชาวบ้านทั้งหมด)  “…เงินของท่าน (ในหลวง) ก็ทำบุญให้ท่าน  ความจริงแผ่นดินนี้เป็นของท่าน ราษฎรก็ของท่าน  ก็เอาเงินของท่านทำให้แผ่นดินของท่าน ทำให้ราษฎรของท่าน
*  ครั้งสุดท้ายหลวงปู่จวนได้รับนิมนต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมกับพระสุปฏิปันโนอีก 4 รูป เดินทางเข้ากรุงเทพ  แต่เครื่องบินโดยสารตกและมรณภาพทุกรูป
*  แม้ในวินาทีสุดท้ายหลวงปู่ก็ได้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเก็บรักษาเอกสารราชการลับสุดยอดเอาไว้ในบาตรของท่านและปิดฝาบาตรอย่างแน่นหนาจนกระทั่งทีมของทางราชการไปหาเจอและต้องงัดฝาบาตรออก  (รายละเอียดเรื่องมหัศจรรย์นี้สามารถอ่านได้ในเล่ม)
=โอวาทธรรมหลวงปู่จวน=
*  “…กัมมัฏฐานเปรียบเหมือนกับยาโอสถขนานเอก  เราต้องเป็นหมอฉลาด  หมอฉลาดคือสติปัญญา นี่แหละหมอใหญ่  ถ้าเราขาดสติ เราก็ไม่มีหมอรักษาตนเท่านั้น  โรคอะไรเกิดขึ้นเราก็ไม่รู้…”
*  “…คนเราเกิดมาต้องรู้จักทำประโยชน์  ถ้าไม่ทำประโยชน์ก็ไม่ใช่มนุษย์  เขาเรียกว่า หมานุษย์  พระพุทธองค์ท่านสอนมนุษย์ให้ทำประโยชน์ทั้ง 3 ประการ คือ ประโยชน์ปัจจุบัน  (ทำแก่โลก ญาติ และตน) ประโยชน์ภายภาคหน้า (คือชาติหน้า ให้ได้ไปสุคติ) และประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน…”
“…ตัณหาสุดลึกล้น         พรรณา
ศีล สมาธิ ปัญญา           หยั่งได้
ทิฏฐิสูงอาจวิจารณ์          กำหนด
จิตมนุษย์เลิศล้ำไซร้         สุดที่ นิพพาน…”
หนังสือชื่อ “หลวงปู่จวน” โดย นภ วีระพงษ์  สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  กันยายน 2558  157 หน้า ราคา 159 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “หลวงปู่จวน” ได้ที่ https://goo.gl/21JBY3

สนใจเรื่องการฝึกสมองแนว NLP?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 366 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “สำเร็จไว ถ้าใช้สมองเป็น”



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนะนำวิธีการฝึกสมองด้วยศาสตร์ที่เรียกว่า “โปรแกรมภาษาสมอง” หรือ NLP (Neuro Linguistic Programming) ค่ะ
ในเล่ม ผู้เขียนได้อธิบายถึงการทำงานของสมองอย่างคร่าว ๆ และแนะนำวิธีทำเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ให้สำเร็จได้โดยอาศัยกลไกการทำงานของสมองและ “กฎของแรงดึงดูด” มาช่วย
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไรและนึกถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่ตลอดเวลา  ในขณะที่คนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จจะคิดตรงข้าม คือนึกถึงสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการตลอดเวลา เช่น หนี้สิน ความล้มเหลว การทรยศหักหลัง การนอกใจ ความอ้วน และ ความกลัว เป็นต้น
*  คนที่จะประสบความสำเร็จต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่า อะไรที่เป็นอุปสรรคอยู่ในขณะนี้  รู้จักตั้งคำถามตนเองว่าเราจะเปลี่ยนชีวิตตนเองได้อย่างไร  และจะต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง
*  อุปสรรคที่ฉุดรั้งความสำเร็จคือ 1) ไม่ชัดเจนในสิ่งที่ตนอยากได้  2) ไม่มีแผนการสู่ความสำเร็จ  3) มีความขัดแย้งภายในตนเอง  4) มีข้อจำกัดในการตัดสินใจ (เช่น มีอารมณ์ลบ ความคิดลบ หรือความเชื่อที่จำกัดตนเอง)  5) ติดอยู่ในโซนขี้เกียจ
*  สมองเก็บข้อมูลผ่านประสาททั้ง 5  นอกจากนี้ภาษาพูดของคนเราก็ส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับคำ ๆ นั้น  คนที่นึกคำว่า “งาน” จะนึกถึงการทำงานดึก เจ้านายต่อว่า  ให้เปลี่ยนความคิดเป็น “งาน” เท่ากับ “เงินที่เข้ามาทุกเดือน” หรือ “เจ้านายที่หวังดีกับเรา” แทน
*  สมองคือแหล่งเก็บข้อมูลขนาดใหญ่  แต่เนื่องจากมีข้อมูลไหลเข้ามาในสมองมากมายในแต่ละวินาที  สมองจึงต้องเลือกจำเฉพาะส่วนที่สำคัญและลบที่เหลือทิ้งไป  ใช้วิธีการ “เหมารวม” ข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อนเพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น  และการ “เหมารวม” ข้อมูลนี้เองจะสร้างรูปแบบความเชื่อในสมองของคุณ
*  สมองมีเรดาร์  คุณเชื่ออย่างไร คุณก็จะเห็นอย่างนั้น
*  สมองจะประเมินความหมายในทุกเหตุการณ์และเราเลือกได้ว่าจะให้ความหมายมันอย่างไร  โดยมี “ความเจ็บปวด” และ “ความพึงพอใจ” เป็นแรงขับ
*  ประสบการณ์ในอดีตทั้งหมดมีส่วนสรรสร้าง “แผนที่สมอง”  ซ่งประกอบไปด้วยความเชื่อ คุณค่าที่เรายึดถือ ทัศนคติของเราต่อสิ่งต่าง ๆ ลักษณะเฉพาะของตัวเราเอง และภาษา
*  ความคิดส่งผลต่ออารมณ์  อารมณ์ส่งผลต่อการกระทำ  การกระทำส่งผลต่อความสำเร็จ
*  คุณคิดและเห็นเช่นไร คุณก็จะได้และเห็นเช่นนั้น  ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องคิดเหมือนคนที่ประสบความสำเร็จ
*  หลักการตั้งเป้าหมายที่ดี คือ  1) เฉพาะเจาะจง  2) วัดผลได้  3) พอเป็นไปได้  4) มีความสำคัญหรือเกี่ยวข้องต่อตัวเราจริง ๆ  5) มีระยะเวลาที่ชัดเจน  และควรย่อยเป้าหมายให้สามารถประสบความสำเร็จได้ทีละเล็กน้อยในระยะเวลาอันสั้นเพื่อรักษาแรงจูงใจเอาไว้
*  ควรใช้คำเชิงบวกตั้งเป้าหมาย  เช่น  แทนที่จะตั้งเป้าว่า “จะลดความอ้วน 10 กิโลฯ”  ให้เปลี่ยนเป็น “ฉันจะมีน้ำหนัก … กิโล ภายในปีนี้”  นอกจากนี้ควรลงมือทำตามเป้าหมายทันทีและพยายามใส่ความสนุกเข้าไปในสิ่งที่ต้องทำเพื่อไปถึงเป้าหมาย
=ความเห็นส่วนตัวผู้วิจารณ์=
NLP และ “กฎของแรงดึงดูด” เป็นศาสตร์ที่นักวิชาการหลายคนยังมองว่าเป็น pseudoscience  หรือการสรุปผลที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์หรือความจริง
ส่วนตัวนั้นผู้วิจารณ์คิดว่า เคล็ดลับความสำเร็จที่ทนทานต่อการพิสูจน์มามากกว่า 2,500 ปีก็คือ หลักอิทธิบาท 4  ที่นำด้วยฉันทะซึ่งตั้งอยู่บนฐานของสติและปัญญา  ในขณะที่ทุกครั้งที่ผู้วิจารณ์อ่านเรื่องของ NLP หรือกฎของแรงดึงดูดจะรู้สึกว่าตั้งอยู่บนฐานของกิเลสคือตัณหาหรือความทะยานอยาก
หนังสือชื่อ “สำเร็จไว ถ้าใช้สมองเป็น” โดย ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล บริษัท วิช กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด กันยายน 2558 ราคา 195 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “สำเร็จไว ถ้าใช้สมองเป็น” ทั้งแบบรูปเล่มและรูปแบบ e-book ได้ที่ https://goo.gl/1RizfW

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จริงหรือที่ “อ่านสามก๊ก สามจบ คบไม่ได้”?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 361 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 13 อวสานราชวงศ์ฮั่น”



=ภาพรวม=
ถ้าท่านเคยคิดจะอ่านสามก๊กแล้วรู้สึกท้อ  ไม่ว่าจะเป็นเพราะขนาดหนังสือหรือเกรงว่าเนื้อหาจะหนักเกินไปหรือมีกลยุทธซับซ้อนเกินไป  หนังสือซีรี่ส์ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน” นี้คือทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ซีรี่ส์สามก๊กฉบับการ์ตูนนี้เป็นผลงานของทีมงานการ์ตูนจากประเทศเกาหลี  มีทั้งหมด 15 เล่ม จัดจำหน่ายยกชุดในรูปแบบ Box Set  เหมาะสำหรับไว้อ่านเอง  ให้ลูกหลานอ่าน  หรือจะซื้อบริจาคห้องสมุดก็ได้
สามก๊ก ฉบับการ์ตูนสีสันสวยงามตลอดเล่มนี้อ่านง่ายมาก ถ้าใครตั้งใจจะอ่านให้ครบสามจบก็ไม่ยากอีกต่อไป!
=เกร็ดข้อมูลน่าสนใจจากภาคผนวกท้ายเล่ม=
*  ค.ศ. 220 โจโฉเสียชีวิตที่เมืองลกเอี๋ยงเมื่ออายุ 66 ปี  ด้วยลักษณะผู้นำที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กส่งผลให้สร้างตัวจนได้ครอบครองภาคกลางและรวมดินแดนใต้ปกครอง สร้างก๊กที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสามก๊กขึ้นมาแต่อีกด้าน บางคนมองว่าโจโฉเป็นวายร้าย มีการวาดภาพให้โจโฉเป็นคนโหดเหี้ยม
*  โจโฉเป็นผู้ฉลาดในการใช้คน  เห็นความสำคัญของผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีฝีมือเสมอ  เห็นได้จาก “ประกาศแสวงหาผู้รู้” ของโจโฉหลายฉบับ  เช่น
“…จงเสนอบุคคลที่มีสติปัญญาซึ่งอยู่ในระดับล่างมาช่วยข้า  คุณสมบัติมีเพียงประการเดียว คือ ต้องมีความเฉลียวฉลาด  ข้าต้องการใช้คนที่มีความสามารถ…”  — ค.ศ. 210
*  โจโฉประสบความสำเร็จในการทำให้ประเทศมีความอุดมสมบูรณ์ กองทัพมีความแข็งแกร่งตามแนวคิดการถือแบบแผนกฎหมายที่เคร่งครัด  โดยไม่พะวงถึงสายสัมพันธ์ส่วนตัวหรือฐานะใด ๆ
*  โจโฉริเริ่มระบบถุนเถียน คือ การใช้ประโยชน์จากผืนดินที่ถูกทิ้งร้างเนื่องจากภาวะสงคราม  โดยให้ทหารและคนจรจัดมาปลูกพืชพรรณต่าง ๆ สำหรับเป็นเสบียง  ขณะที่ชาวบ้านก็ได้ฝึกการรบร่วมกับทหาร  ส่งผลให้บ้านเมืองมีเสบียงเพิ่มขึ้นพร้อมกับได้กำลังรบในยามศึกเพิ่มขึ้นด้วย
*  นอกจากนี้ ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเฉินโซ่ววิเคราะห์โจโฉว่า เขาเป็นผู้นำที่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองไว้ได้ และอดทนทำการตามแผนการที่วางไว้อย่างรอบคอบ ไม่เก็บความผิดพลาดในอดีตมาใส่ใจ  มีกุศโลบายที่หลักแหลม  จึงกล่าวได้ว่าเป็นวีรบุรุษที่มีความสามารถคนหนึ่งของยุค
=เนื้อหาของเล่ม 13 อวสานราชวงศ์ฮั่น=
*  ด้วยกลอุบายของลิบอง กวนอูจึงต้องสูญเสียเกงจิ๋ว และถูกตัดศีรษะที่เป๊กเสีย
*  โจโฉสิ้นลมเมื่ออายุ 66 ปี  โจผีบุตรชายปลดพระเจ้าเหี้ยนเต้ ล้มล้างราชวงศ์ฮั่น สถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ เริ่มต้นราชวงศ์วุย
*  เล่าปี่จัดตั้งจ๊กก๊ก สถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้แล้วโจมตีง่อก๊กเพื่อล้างแค้นให้กวนอู
*  เตียวหุยถูกฮอมเกียงและเตียวตัดทหารของตนลอบสังหารก่อนออกศึกไปโจมตีง่อก๊ก
*  เล่าปี่พ่ายแพ้ยับเยินที่เมืองอิเหลงด้วยอุบายโจมตีวางเพลิงของลกซุน
หนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 13” โดย Hwang Sok-yong ภาพโดย Lee Chung-Ho  แปลโดย กนกวรรณ สาโรจน์ การ์ตูนความรู้นานมีบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 9 พฤษภาคม 2558 192 หน้า
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 13 อวสานราชวงศ์ฮั่น” ได้ที่ https://goo.gl/hzTH3l

อยากอ่านประวัติอย่างย่อและข้อธรรมของหลวงปู่ชอบไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 358 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “หลวงปู่ชอบ” ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือขนาดย่อมเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุดสุดยอดสงฆ์ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  ในเล่มมีทั้งประวัติหลวงปู่ชอบอย่างย่อ ตลอดจนหลักธรรมคำสอนของท่าน
นอกจากคำสอนของหลวงปู่ชอบโดยตรงแล้ว  ผู้เรียบเรียงยังเสริมเนื้อหาด้วยการสอดแทรกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของหลวงปู่ชอบในแต่ละช่วงอีกด้วย
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  หลวงปู่ชอบเกิดในครอบครัวชาวนาเมื่อปีพ.ศ. 2444 ที่จังหวัดเลย ตอนเด็กท่านชื่อว่า บ่อ แต่มาได้ชื่อชอบเมื่อพระอาจารย์พาลูกศิษย์หลวงปู่มั่นธุดงค์มาพักอยู่แถวบ้านตนเองและได้มีโอกาสเข้าอุปัฏฐากท่าน  เมื่อท่านถามว่าอยากพาไปบวช ชอบไหม  เด็กชายบ่อก็ตอบว่า “ชอบ” อยู่คำเดียวโดยตลอด
*  เด็กชายชอบเริ่มเป็นผ้าขาวถือศีลแปดตั้งแต่อายุ 14 ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อายุ 18 และได้อุปสมบทเมื่ออายุ 23
*  หลวงปู่ชอบเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่ขาวและหลวงปู่หลุย  ทั้งสามองค์เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นเหมือนกัน  หลวงปู่มั่นเคยชมหลวงปู่ชอบว่า  “เออ…ให้ทุกองค์ภาวนาให้ได้เหมือนท่านชอบซิ!”  และ “ไปไกลลิบเลย พระน้อยองค์นี้”
*  หลวงปู่ชอบมักออกธุดงค์เป็นประจำแม้กระทั่งอายุมากท่านก็ยังออกธุดงค์อยู่เสมอ  ระหว่างที่อยู่ในป่าลึกท่านมักได้เทศน์โปรดเทวดาและพญานาค ตลอดจนมีทั้งเทวดาและพญานาคมาใส่บาตรท่านมากมาย  นอกจากนี้ท่านยังได้เทศน์โปรดงู และเปรตอีกด้วย
*  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชศรัทธาในหลวงปู่ชอบมาก  จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกุฏิในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อให้หลวงปู่ชอบได้พักเมื่อท่านเดินทางมากรุงเทพ
แต่หลวงปู่เกรงว่าลูกศิษย์ที่เป็นคนต่างจังหวัดที่ติดตามท่านจะทำไม่ถูกธรรมเนียมในวัง  หลวงปู่จึงไม่ไปพัก  แต่ก็บอกว่าแม้อยู่ข้างนอกวังก็แผ่เมตตาถวายให้ทุกพระองค์เสมอ  พร้อมบอกด้วยว่า “ในนั้นมีเทวดามากน้อ แน่นไปหมด”
=โอวาทธรรมหลวงปู่ชอบ=
*  “…นิพพานไม่ได้สูญ ไม่ได้อยู่ตามที่โลกคาดคะเนหรือเดากัน  ทำจริงจะได้เห็นของจริง รู้จริง และจะเห็นนิพพานเอง  เห็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เห็นครูบาอาจารย์ที่ท่านบริสุทธิ์เอง และหายสงสัยโดยประการทั้งปวง…”
*  “…อวิชชามันพาให้เกิด  เมื่อจะต้องตาย ก็ขอปลอดอวิชชาไว้ข้างหลังให้เข้าป่าดงไป  ขอให้เชื่อจิตเชื่อธรรมนั้นเถิด  เป็นเอกในโลกทั้งสามนี้แน่นอน…”
*  (เมื่อแผ่เมตตาให้งูพิษสงบลง)  “…ถ้าหากเธอยังหวังความสุขกายสุขใจก็ควรรับเมตตาธรรมนี้ ดีกว่ามาขู่เข็ญหรือทำร้ายผู้อื่นซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไร  แม้เธอจะทำให้ผู้อื่นตายสมประสงค์  แต่ตัวเธอก็จะไม่เห็นคุณงามความดี  มีแต่จะเป็นทุกข์เท่านั้น  และเราทั้งหลายนั้นก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว  จึงไม่ควรจองเวรเบียดเบียนกัน…”
หนังสือชื่อ “หลวงปู่ชอบ” โดย พรชนก ชาติชำนิ  สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  มีนาคม 2558  85 หน้า ราคา 139 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “หลวงปู่ชอบ” ได้ที่ https://goo.gl/lgXyJt

จริงหรือที่ “อ่านสามก๊ก สามจบ คบไม่ได้”?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 353 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 11 ยอดขุนพลเพลี่ยงพล้ำ”



=ภาพรวม=
ถ้าท่านเคยคิดจะอ่านสามก๊กแล้วรู้สึกท้อ  ไม่ว่าจะเป็นเพราะขนาดหนังสือหรือเกรงว่าเนื้อหาจะหนักเกินไปหรือมีกลยุทธซับซ้อนเกินไป  หนังสือซีรี่ส์ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน” นี้คือทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ซีรี่ส์สามก๊กฉบับการ์ตูนนี้เป็นผลงานของทีมงานการ์ตูนจากประเทศเกาหลี  มีทั้งหมด 15 เล่ม จัดจำหน่ายยกชุดในรูปแบบ Box Set  เหมาะสำหรับไว้อ่านเอง  ให้ลูกหลานอ่าน  หรือจะซื้อบริจาคห้องสมุดก็ได้
สามก๊ก ฉบับการ์ตูนสีสันสวยงามตลอดเล่มนี้อ่านง่ายมาก ถ้าใครตั้งใจจะอ่านให้ครบสามจบก็ไม่ยากอีกต่อไป!
=เกร็ดข้อมูลน่าสนใจจากภาคผนวกท้ายเล่ม=
*  มณฑลเสฉวนในปัจจุบันมีชื่เรียกมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า อาณาจักรปาสู่  ต่อมาจิ๋นซีฮ่องเต้ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรจีน  คำว่า “ซื่อชวน” แปลว่า ลำธารทั้งสี่  เนื่องจากมีลำธารสำคัญ 4 สายไหลผ่าน
*  โจโฉ นอกจากจะเป็นนักการเมืองการปกครองแล้ว ยังมีความสามารถในเชิงวรรณศิลป์จนเป็นที่ยกย่อง  พงศาวดาร “เว่ยซู” มีคำกล่าวขวัญถึงโจโฉว่า
“คุมทัพสามสิบปี มือไม่หนีห่างหนังสือ  กลางวันกลศึกฝึกปรือ  กลางคืนถืออ่านคัมภีร์  ขึ้นที่สูงก็ร้องขับ  ผูกแต่งกับบทกวี  สอดคล้องเครื่องดนตรี เป็นบทเพลงบรรเลงรมย์”
*  การสืบทอดราชสมบัติของจีนโบราณโดยทั่วไปเป็นการสืบสันตติวงศ์ หรือมอบราชสมบัติให้กับทายาทเชื้อสายเดียวกันสืบทอดต่อ ๆ ไป  อย่างไรก็ตาม  มีอีก 2 กรณีที่แตกต่างออกไป คือ  1) การมอบโอนราชสมบัติ (ซ่านรั่ง) คือ การที่องค์กษัตริย์ยกราชสมบัติให้แก่ผู้ที่ประจักษ์ว่ามีคุณธรรมสูงส่ง  และ  2) การโค่นล้มทรราช
=เนื้อหาของเล่ม 11 ยอดขุนพลเพลี่ยงพล้ำ=
*  เล่าปี่ได้เป็นเจ้าแคว้นเกงจิ๋ว และแต่งงานกับน้องสาวของซุนกวน
*  เล่าปี่ชนะกองทหารเสฉวนของซุนกวนที่เข้าโจมตีเกงจิ๋ว
*  จิวยี่โกรธจนกระอักเลือดตาย
*  ม้าเท้งและม้าฮิวแห่งเสเหลียงหลงกลโจโฉจนต้องเสียชีวิต
*  ม้าเฉียวและหันซุยพร้อมพรรคพรวต่อต้านโจโฉอย่างหนัก
*  โจโฉได้รับแต่งตั้งให้เป็นวุยก๋ง  เข้าโจมตีง่อก๊ก พบกับซุนกวนที่ปากน้ำยี่สู
*  เตียวหุยรบชนะเงียมหงันแห่งปากุ๋น ได้เงียมหงันเข้าเป็นพวก
หนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 10” โดย Hwang Sok-yong ภาพโดย Lee Chung-Ho  แปลโดย กนกวรรณ สาโรจน์ การ์ตูนความรู้นานมีบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 9 พฤษภาคม 2558 176 หน้า ราคา 185 บาท  
 ——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 11 ยอดขุนพลเพลี่ยงพล้ำ” ได้ที่ https://goo.gl/taYdij

มาอ่านเคล็ดลับการทำงานสไตล์ญี่ปุ่นกัน


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 350 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “Japan Salaryman เป็นได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน”



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เป็นลูกผสมระหว่างการเปิดโลกให้เห็นถึงสังคมและวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นและการให้คำแนะนำในการพัฒนาตนเองสู่ความเป็น “ยอดมนุษย์เงินเดือน”
เขียนโดยคนไทยที่หลังจากจบมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ก็ได้เข้าทำงานในบริษัทที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาหลายปี  โดยเริ่มเล่าเบื้องหลังตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครงานอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ
ผู้เขียนเป็นผู้มีอารมณ์ขันและสามารถนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจและละเอียดถี่ถ้วน  หนังสือเล่มนี้จึงให้ทั้งเกร็ดความรู้และความเพลิดเพลิน  เหมาะสำหรับทุกคนที่สนใจการพัฒนาตนเอง  ไม่เฉพาะแต่ผู้ชื่นชอบเรื่องราวจากญี่ปุ่นเท่านั้น
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  ผู้เขียนเชื่อว่าการที่ใบประวัติ (resume) ของเขาเข้าตากรรมการจากใบสมัครนับพันใบหมื่นใบก็เพราะว่า เขาตั้งใจอย่างมากทำให้มันแตกต่าง เช่น วาดภาพง่าย ๆ เล่าความก้าวหน้าเพื่อชี้ให้เห็นว่าตนเองชอบการพัฒนาที่สุดและพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ (ในหนังสือมีภาพประกอบ)
*  บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งนิยมส่งพนักงานไปเข้าแคมป์ 3 วันเพื่อฝึกความเข้มแข็งกับทหาร  นอกจากเป็นกุศโลบายให้รักชาติแล้ว ยังทำให้รู้จักรับผิดชอบตนเอง ฝึกฝนระเบียบวินัย ความตรงต่อเวลา การนึกถึงส่วนรวม และสร้างความสนิทสนมเพื่อให้องค์กรเดินหน้าไปรวดเร็วขึ้น
*  บริษัทญี่ปุ่นต้องการคนที่มีทักษะชีวิตที่โดดเด่น  เพราะวิชาความรู้ภายในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวคงไม่ช่วยให้ประสบความสำเร็จ  แต่ทักษะการสื่อสาร การมีความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้าง การรู้จักวางแผนแม่นยำในการแก้ปัญหา ล้วนเป็นสิ่งที่บริษัทสมัยใหม่ต้องการมาก
*  สมัยนี้การรู้เพียง 2 ภาษา เช่น ไทยและอังกฤษ อาจไม่เพียงพอสำหรับการทำงานแล้ว
*  การที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องใดต้องตั้งเป้าหมายในเรื่องนั้นชัดเจน  แม้แต่การเรียนภาษาก็ต้องตั้งเป้า  เช่นผู้เขียนตั้งเป้าว่า จะต้องเป็นคนต่างชาติที่ได้เข้าทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นให้ได้
*  สำนวนในภาษาญี่ปุ่นหลายสำนวนที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันล้วนบ่งบอกถึงความเกรงอกเกรงใจและใส่ใจต่อความรู้สึก/ ความสะดวกของคู่สนทนา  คนญี่ปุ่นจะเลี่ยงการทำความลำบากให้ผู้อื่นอย่างถึงที่สุด
*  “เวลาคือสิ่งเดียวที่จักรวาลให้เรามาเท่ากัน  เราจะใช้มันอย่างไร มีประโยชน์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับไหวพริบของคนผู้นั้น  คนที่ใช้ได้อย่างชาญฉลาดคือคนประสบความสำเร็จ” – Soichiro Honda ผู้ก่อตั้งบริษัทฮอนด้า
*  มารยาทสังคมของญี่ปุ่นมักใส่ใจลงไปในรายละเอียดอย่างที่คนต่างชาติคาดไม่ถึง  เช่น แม้แต่ตำแหน่งที่ยืนในลิฟท์หรือตำแหน่งที่นั่งในแท็กซี่ก็จะต้องไล่ตามลำดับอาวุโส  และเพียงการแลกนามบัตรนั้นมีมารยาท/ธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัดถึง 23 ข้อ
*  บางบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานลาหยุดเมื่อ “อกหัก” ได้ด้วย  โดยผู้ที่อกหักยิ่งอายุมากขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งได้รับสิทธิ์ลาหยุดมากวันขึ้นเท่านั้น  เพราะความรุนแรงของการช็อกเนื่องจากอกหักน่าจะมากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า
*  ตลอดระยะเวลาฝึกงาน  บริษัทญี่ปุ่นจะให้พนักงานใหม่เขียนบันทึกทุกวันว่าได้ทำอะไรไปบ้างและได้อะไรจากการเรียนรู้นั้น วันละ 1 หน้ากระดาษ A4  ต่อมาคือฝึกให้จดบันทึกการประชุม  ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำงานให้ออกมามีคุณภาพขึ้นมาก
*  คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเวลามาก  จึงต้องหัดบริหารเวลาของตนเองให้ดี  บริษัทจะแจกสมุด organizer ให้พนักงานทุกคน  และพนักงานมืออาชีพทุกคนก็จะถือติดมือติดตัวไว้เสมอและคอยหมั่นเช็คดูบ่อย ๆ
*  มนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นนิยมไปพบลูกค้าด้วยตนเองมากกว่าการส่งอีเมล์และโทรศัพท์เพราะมีประสิทธิภาพมากกว่า
*  อันโดะ โมะโมะฟุคุ คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาเป็นคนแรกของโลกในวัย 48 ปี และคิด Cup Noodle ขึ้นมาในวัย 61 ปี  เขากล่าวไว้ว่า “ชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่ช้าเกินไปหรอก  อายุ 50 หรือ 60 ก็สามารถเริ่มต้นที่จะทำอะไรบางอย่างได้”
หนังสือชื่อ “Japan Salaryman เป็นได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน” โดย บูม ภัทรพล เหลือบุญชู  สำนักพิมพ์มติชน เมษายน 2558 184 หน้า ราคา 190 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “Japan Salaryman เป็นได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน” ได้ที่ https://goo.gl/zG1ciw

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จริงหรือที่ “อ่านสามก๊ก สามจบ คบไม่ได้”?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 347 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 9 ซุนกวนประกาศสงคราม”




=ภาพรวม=
ถ้าท่านเคยคิดจะอ่านสามก๊กแล้วรู้สึกท้อ  ไม่ว่าจะเป็นเพราะขนาดหนังสือหรือเกรงว่าเนื้อหาจะหนักเกินไปหรือมีกลยุทธซับซ้อนเกินไป  หนังสือซีรี่ส์ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน” นี้คือทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ซีรี่ส์สามก๊กฉบับการ์ตูนนี้เป็นผลงานของทีมงานการ์ตูนจากประเทศเกาหลี  มีทั้งหมด 15 เล่ม จัดจำหน่ายยกชุดในรูปแบบ Box Set  เหมาะสำหรับไว้อ่านเอง  ให้ลูกหลานอ่าน  หรือจะซื้อบริจาคห้องสมุดก็ได้
สามก๊ก ฉบับการ์ตูนสีสันสวยงามตลอดเล่มนี้อ่านง่ายมาก ถ้าใครตั้งใจจะอ่านให้ครบสามจบก็ไม่ยากอีกต่อไป!
=เกร็ดข้อมูลน่าสนใจจากภาคผนวกท้ายเล่ม=
*  ขงเบ้งเดิมชื่อว่า จูกัดเหลียง เขาอยู่อย่างสันโดษที่บ้านหลังคาฟางข้าวในเขตหลงจง  ผู้คนต่างร่ำลือว่าขงเบ้งมีความสามารถที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับแฝงตัวอยู่อย่างสันโดษราวกับเป็นมังกรที่หลับใหลอยู่ในทะเลสาบ
* แต่ด้วยความเชื่อที่ว่า หากมังกรไม่ได้ดั้นเมฆ ก็มิอาจกลับสู่สรวงสวรรค์ได้  การที่เล่าปี่มาหาที่กระท่อมของขงเบ้งถึง 3 ครั้งด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมเพื่อที่จะมารับขงเบ้งไปเป็นที่ปรึกษานั้นเปรียบเสมือนเมฆที่ให้โอกาสมังกรกลับสู่สวรรค์
*  เมื่อขงเบ้งได้พบเล่าปี่แล้ว  เขาก็ได้รับโอกาสให้แสดงอัจฉริยะภาพที่แท้จริงของตนเอง  ส่วนเล่าปี่ เมื่อได้ขงเบ้งเข้ามาเป็นกุนซือ จึงได้โอกาสสร้างบารมีให้มีอำนาจทัดเทียมกับโจโฉและซุนกวน  อีกทั้งยังช่วยให้รากฐานอาณาจักรของเล่าปี่เข้มแข็งขึ้นด้วย
=เนื้อหาของเล่ม 9 ซุนกวนประกาศสงคราม=
*  ขงเบ้งเป็นที่ปรึกษาให้เล่าปี่
*  ซุนกวนเข้าโจมตีกองทัพของหองจอจนได้ชัยชนะครั้งใหญ่
*  ขงเบ้งขับไล่กองทหารโจโฉซึ่งนำทัพโดยแฮหัวตุ้น
*  โจโฉไล่ตามเล่าปี่ที่อพยพชาวเมืองซินเอี๋ยและห้วนเสียไปยังเมืองกังเหลง
*  เตียวหุยแสดงความกล้าหาญและเชาวน์ปัญญาด้วยการขับไล่ทหารของโจโฉที่สะพานเตียงปันเกี้ยว
*  จูล่งฝ่าวงล้อมข้าศึกในสมรภูมิเตียงปันเกี้ยวเพื่อช่วยชีวิตอาเต๊าบุตรชายของเล่าปี่ไว้ได้
*  เล่าปี่และซุนกวนร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อสกัดทัพใหญ่ของโจโฉ
หนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 9” โดย Hwang Sok-yong ภาพโดย Lee Chung-Ho  แปลโดย กนกวรรณ สาโรจน์ การ์ตูนความรู้นานมีบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 13 พฤษภาคม 2558 192 หน้า ราคา 185 บาท  
 ——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 9 ซุนกวนประกาศสงคราม” ได้ที่ https://goo.gl/Of986J

จริงหรือที่ “อ่านสามก๊ก สามจบ คบไม่ได้”?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 340 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 7 พิสูจน์ใจกวนอู”



=ภาพรวม=
ถ้าท่านเคยคิดจะอ่านสามก๊กแล้วรู้สึกท้อ  ไม่ว่าจะเป็นเพราะขนาดหนังสือหรือเกรงว่าเนื้อหาจะหนักเกินไปหรือมีกลยุทธซับซ้อนเกินไป  หนังสือซีรี่ส์ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน” นี้คือทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ซีรี่ส์สามก๊กฉบับการ์ตูนนี้เป็นผลงานของทีมงานการ์ตูนจากประเทศเกาหลี  มีทั้งหมด 15 เล่ม จัดจำหน่ายยกชุดในรูปแบบ Box Set  เหมาะสำหรับไว้อ่านเอง  ให้ลูกหลานอ่าน  หรือจะซื้อบริจาคห้องสมุดก็ได้
สามก๊ก ฉบับการ์ตูนสีสันสวยงามตลอดเล่มนี้อ่านง่ายมาก ถ้าใครตั้งใจจะอ่านให้ครบสามจบก็ไม่ยากอีกต่อไป!
=เกร็ดข้อมูลน่าสนใจจากภาคผนวกท้ายเล่ม=
*  โจโฉต้องการดึงกวนอูมาอยู่ฝ่ายตน  จึงมอบความไว้วางใจ ทั้งสรรหาของกำนัลต่าง ๆ มาเอาใจกวนอู  แต่ก็ไม่อาจโน้มน้าวใจที่ซื่อสัตย์ของเขาได้  เมื่อกวนอูรู้ว่าเล่าปี่อยู่ที่ไหน จึงออกเดินทางไปตามหา  แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าต้องเผชิญกับอันตรายมากมาย
*  เหตุการณ์กวนอูฝ่า 5 ด่านเป็นเหตุการณ์ตอนหนึ่งในสามก๊กที่หลายคนรู้จักดี  ความจงรักภักดีของกวนอูที่มีต่อเล่าปี่ชนิดที่ยอมเอาชีวิตเข้าเสี่ยงส่งผลให้กวนอูได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์มาจนถึงปัจจุบัน
*  ชาวจีนทั้งในประเทศจีนและที่อพยพไปอยู่ประเทศอื่นมีการสร้างศาลหรือทำรูปเคารพของกวนอูไว้สำหรับสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล
*  ในประเทศเกาหลีก็มีเช่นกัน  ในสมัยโชซอนเกิดสงครามต่อต้านทหารญี่ปุ่น  ชาวเกาหลีเชื่อว่าสงครามครั้งนั้นเกาหลีได้รับความช่วยเหลือจากเทพเจ้ากวนอู  ต่อมาจึงมีการสร้างศาลเทพเจ้ากวนอูให้คนสักการะ
*  การติดต่อสื่อสารกันในสมัยโบราณจะใช้ “ม้าเร็ว” หรือคนขี่ม้าส่งสาส์น  โดยมีสถานีที่สร้างไว้ตามเมืองสำคัญทั่วประเทศเป็นสถานที่สำหรับนายทหารม้าซึ่งมีหน้าที่แจ้งข่าวของทางราชการหรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้มาหยุดพักแรม
*  ต่อมาในสมัยจักรวรรดิมองโกล จักรพรรดิเจงกิสข่านก็ได้ตั้งหอส่งสารไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่ยึดครองได้  ในการเดินทางคนส่งสารจะไม่มีการหยุดพักเพราะว่าเมื่อถึงสถานีหน้าก็จะมีคนส่งสารอีกคนรออยู่และพร้อมออกเดินทางตลอด  สาเหตุที่จำเป็นต้องส่งสารอย่างรวดเร็วก็เพราะมีการรบพุ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอด
=เนื้อหาของเล่ม 7 ตอน พิสูจน์ใจกวนอู=
*  ตังสินและเกียดเป๋งถูกประหารชีวิตเพราะแผนลอบสังหารโจโฉถูกเปิดโปง
*  หลังจากโจโฉยึดซีจิ๋ว เล่าปี่ก็หนีไปพึ่งบารมีของอ้วนเสี้ยว
*  โจโฉจับกวนอูได้ และคิดจะให้เป็นทหารของตน
*  กวนอูสังหารงันเหลียงและบุนทิวซึ่งเป็นแม่ทัพของอ้วนเสี้ยวที่แปะแบ๊
*  เมื่อได้ข่าวเล่าปี่  กวนอูก็ฝ่า 5 ด่าน สังหารนายทหารของโจโฉไป 6 คน เพื่อที่จะมุ่งไปหาเล่าปี่
*  สามพี่น้อง คือ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ได้กลับมารวมตัวกัน  และได้นักรบใหม่คือ จูล่ง กวนแง และจิวฉอง เป็นพลังให้กองทัพ
หนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 7” โดย Hwang Sok-yong ภาพโดย Lee Chung-Ho  แปลโดย กนกวรรณ สาโรจน์ การ์ตูนความรู้นานมีบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 9 พฤษภาคม 2558 184 หน้า ราคา 185 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 7 พิสูจน์ใจกวนอู” ได้ที่ https://goo.gl/5QSXgm

มหาเศรษฐี 2,000 คนมีอะไรเหมือนกัน?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 338 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “ความลับเศรษฐี คนแบบนี้แหละดึงดูดเงิน”



=ภาพรวม=
หนังสือที่แปลจากภาษาญี่ปุ่นเล่มนี้จะมาเล่าให้คุณฟังถึงวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตของเหล่ามหาเศรษฐีต่าง ๆ จากทั่วโลกที่ผู้เขียนได้มีโอกาสรู้จักและสัมภาษณ์ถึง 2,000 คน  ในเล่มแบ่งเป็น 10 บทพร้อมบทนำอีก 1 บท  รวมแล้วประมาณ 90 เคล็ดลับ
แล้วเคล็ดลับเหล่านี้นำไปใช้ได้ผลจริงหรือไม่?  ผู้เขียนยืนยันว่าเขาสามารถเปลี่ยนจากคนที่กำลังจะหมดตัวเป็นผู้ที่ขับเฟอร์รารี่ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี
ผู้วิจารณ์คิดว่าประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องความรวยคือการที่หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับความสุขและคุณธรรมด้วย  โดยเน้นว่าการทำตัวให้มีคุณค่าแก่สังคมเป็นคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนยิ่งกว่าความรวยหลายเท่าตัว
=น่าสนใจจากเล่ม=
*  สิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับการเป็นคนรวยคือ ขนาดของ “ภาชนะ” ที่อยู่ในตัวคุณ  นั่นก็คือ “ความสามารถในการบริหารจัดการเงินให้งอกเงย”  (แนวคิดเดียวกับแผนผังทางการเงินหรือ money blueprint ของเล่ม รหัสลับสมองเงินล้านของ T. Harv Eker)
*  สิ่งที่ผลักดันให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้ก็คือ  การไม่เคยคิดว่า “ตัวเราไม่มีทางเป็นเศรษฐีร้อยล้านได้แน่ ๆ”
*  มหาเศรษฐีที่มีความสุขไม่ได้ปฏิบัติตัวแบบผู้ที่ประสบความสำเร็จหลังจากบรรลุเป้าหมายแล้ว  แต่เขาปฏิบัติตัวแบบผู้ที่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่แรกแล้ว  เช่น มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คิดบริจาคช่วยเหลือคนมาตั้งแต่ยังมีเงินไม่มาก
*  การปฏิบัติตนเพื่อนำไปสู่การเป็นมหาเศรษฐีที่มีความสุขต้องเริ่มตั้งแต่การพูดจาในชีวิตประจำวัน  การรู้ว่าควรทำอะไรก่อนเข้านอน และการเลือกคนคน
*  เศรษฐีที่มีความสุขต้องมีชีวิตที่สมดลและมีอิสรภาพทั้งด้านเงิน เวลา สุขภาพ และสังคม  ถ้ามีแต่เงินแต่ขาดอีกสามอย่างที่เหลือชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไร
*  อย่าตั้งเงินเป็นเป้าหมายของชีวิต  เป้าหมายชีวิตคือสิ่งที่เมื่อทำสำเร็จแล้วจะไม่นึกเสียใจ แม้ว่าพรุ่งนี้จะต้องลาจากโลกไปก็ตาม  เป้านั้นควรเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้ทำสิ่งนี้อีกแล้ว  และเชื่อมั่นว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
*  ตั้งเป้าหมายไว้ที่ “สิ่งที่เพียงแค่คิดถึงก็มีความสุข”
*  จงมองที่ “สาเหตุ” ให้มากกกว่า “ผลลัพธ์”
*  คำพูดติดปากของมหาเศรษฐีจำนวนมากคือ “เรานี่โชคดีจริง ๆ”  หรืออีกนัยหนึ่ง ทุกคนมองโลกในแง่ดี  ไม่เคยมีมหาเศรษฐีคนไหนบอกว่า “ผมเป็นคนโชคร้ายนะ ไม่รู้เหมือนกันว่ารวยขึ้นมาได้อย่างไร” สักคน
*  มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นล้วนยึดถือคติ “จงอย่ายอมแพ้” ของโคโนะสึกเกะ มัทสึชิตะ ผู้ก่อตั้งพานาโซนิค  เจ้าของสมญา “เทพเจ้าแห่งการบริหารจัดการ”
*  มหาเศรษฐีที่มีความสุขไม่รังเกียจที่จะขอความรู้จากผู้ที่ด้อยกว่าในด้านฐานะทางสังคมหรือวัยวุฒิ  เพราะพวกเขาเห็นถึงคุณค่าของภูมิปัญญาเฉพาะทางของบุคคลเหล่านั้น  จึงพร้อมที่จะรับฟังผู้อื่นอย่งอ่อนน้อมเสมอ  หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็พร้อมที่จะนำมาลองปฏิบัติโดยปราศจากอคติ
*  มหาเศรษฐีที่มีความสุขรักการอ่าน  เพราะการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้มากที่สุด  และไม่นิยมดูโทรทัศน์ยกเว้นข่าว ด้วยเหตุผลว่า “เสียเวลาโดยใช่เหตุ”
*  ถ้าหากยุ่งมากเกินไปจนไม่มีเวลาจะทำอะไร ก็ไม่ต่างกับการไม่มีเงินนั่นเอง
*  ตรงต่อเวลาเสมอ, ลงมือทำในทันที, อย่ากลัดกลุ้มกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
*  คนที่ชอบพูดว่า “ยุ่ง” จนติดปาก ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้
หนังสือชื่อ “ความลับเศรษฐี คนแบบนี้แหละดึงดูดเงิน” โดย โทนี่ โนะนากะ  แปลโดย อนิษา เกมเผ่าพันธ์  สำนักพิมพ์อมรินทร์ How To พิมพ์ครั้งที่ 2 ตุลาคม 2558 203 หน้า ราคา 195 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “ความลับเศรษฐี คนแบบนี้แหละดึงดูดเงิน” ได้ที่ https://goo.gl/CUzxZN

อยากอ่านประวัติอย่างย่อและข้อธรรมของหลวงปู่สิงห์ไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 334 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “หลวงปู่สิงห์” ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือขนาดย่อมเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุดสุดยอดสงฆ์ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  ในเล่มมีทั้งประวัติหลวงปู่สิงห์อย่างย่อ ตลอดจนหลักธรรมคำสอนของท่าน
นอกจากคำสอนของหลวงปู่สิงห์โดยตรงแล้ว  ผู้เรียบเรียงยังเสริมเนื้อหาด้วยการสอดแทรกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของหลวงปู่แหวนในแต่ละช่วงอีกด้วย
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เปรียบได้กับขุนพลเอกแห่งกองทัพธรรม  ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่วิธีการปฏิบัติกัมมัฏฐานตามแนวทางของพระป่า ประหนึ่งเป็นตัวแทนของพระอาจารย์มั่น
*  ทั้งนี้เพราะท่านมีบทบาทในการยืนยันแนวทางการปฏิบัติของพระป่า  แม้ในช่วงยุคสมัยของท่านจะมีกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง  ท่านก็มิได้ย่อท้อ
*  หลวงปู่สิงห์เป็นชาวอุบลราชธานี บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 15 ปี  ตั้งใจศึกษาทั้งสายสามัญและพระธรรม  และเป็นครูสอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนมัธยม
*  วันหนึ่งท่านได้พบหนังสือธรรมเทศนาเรื่อง เทวสูตร ที่กระตุ้นให้ท่านมุ่งปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างจริงจัง  และเริ่มแสวงหาครูบาอาจารย์  จนได้ไปกราบพระอาจารย์มั่น
*  เมื่อพบกันครั้งแรก พระอาจารย์มั่นพูดกับหลวงปู่สิงห์ว่า “เราได้รอเธอมานานแล้ว ที่อยากจะพบและต้องการชักชวนให้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน”
*  วันหนึ่งระหว่างกำลังสอนหนังสือเด็ก ๆ ขณะที่ท่านกำลังสอนอยู่หน้าห้อง  ท่านก็มองเห็นโครงกระดูกนั่งอยู่เต็มห้องไปหมด  ท่านพยายามขยี้ตาเพราะนึกว่าตาฝาด  จนจิตตระหนักว่าสิ่งที่ตามองเห็นนั้นเป็น “ความจริง” ท่านจึงออกจากการเป็นครูและมุ่งปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง
*  หลวงปู่สิงห์เป็นผู้มีเมตตามาก  แม้ยามเดินจงกรมในป่ามีเสือมาอยู่ใกล้ ๆ หลวงปู่สิงห์ก็จะแผ่เมตตาจนจิตเสืออ่อนลง  จนกระทั่งท่านสามารถหัดให้เสือเดินจงกรมตามท่านได้อย่างน่าอัศจรรย์
=โอวาทธรรมหลวงปู่สิงห์=
*  “…ในพระพุทธศาสนาแสดงว่าบุญกับบาปสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้  บุคคลที่ได้ทำบาปทำอกุศลไว้แล้วจะทำบุญแก้บาปไม่ได้…ไม่มีวิธีอื่นนอกจากแก้ที่จิต…”
*  วิธีรักษาพระไตรสรณคมน์ไม่ให้เศร้าหมอง
1)  ตั้งอยู่ในความเคารพ 6 ประการ  คือ เคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์  ในความไม่ประมาท  ในไตรสิกขา  และในการปฏิสันถาร
2)  เว้นจากการนับถือพระภูมิ ภูติผี เทวดาต่าง ๆ นับถือเมื่อใดก็ขาดจากคุณพระรัตนตรัยเมื่อนั้น
3)  ไม่นับถือลัทธิหรือศาสนาอื่น
4)  ไม่นับถือศาสนาพราหมณ์ ไม่ดูหมอ ไม่สะเดาะเคราะห์
5) เป็นผู้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม  เช่น เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว  ตลอดจนเชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว  ต้องมีสมาธิเสมอ  ถ้าขาดสมาธิก็จะขาดศรัทธา  และจะเศร้าหมองในคุณพระรัตนตรัย
หนังสือชื่อ “หลวงปู่สิงห์” โดย อิสระพร บวรเกิด  สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  กันยายน 2558  95 หน้า ราคา 139 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “หลวงปู่สิงห์” ได้ที่ https://goo.gl/arYFf6