แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอลัมน์ ดร.ณัชร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอลัมน์ ดร.ณัชร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

มีการ์ตูนที่น่ารักจนต้องอมยิ้มที่สอนธรรมะได้อย่างลึกซึ้งแต่เรียบง่ายด้วยหรือ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร ชวนจัดตู้หนังสือ” เล่มที่ 36 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “เจ้าอู๊ดชิตตะกะ ทำเป็นรู้ กับ บุตตะ 2” ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ 2 ในซีรี่ส์ยอดนิยมที่ขายทะลุ 2 ล้านเล่มในญี่ปุ่นค่ะ มีเจ้าอู๊ดชิตตะกะ ซึ่งเป็นตัวแทนคนธรรมดาอย่างเราๆ ต้องเผชิญปัญหาต่างๆในชีวิต และมีท่านบุตตะซึ่งเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดคอยให้คำแนะนำแบบเซนๆ ให้เจ้าอู๊ดคิดได้เองเป็นระยะๆค่ะ
ในเล่มแรกนั้นพูดถึงเรื่อง ความทุกข์ที่แท้จริงคืออะไร และเราจะเป็นอิสระจากทุกข์ได้อย่างไร เล่มนี้เกิดขึ้นจากกระแสตอบรับมหาศาลของผู้อ่านที่ขอให้ผู้เขียนขยายความเรื่อง “ความเข้าใจในเหตุแห่งทุกข์” และ “ทางดับทุกข์” ค่ะ
แต่ผู้เขียนปรับวิธีพูดเสียใหม่ให้ง่ายขึ้นว่า “หนังสือเล่มนี้เขียนคำใบ้ที่ทำให้ดำเนินชีวิตได้ง่ายขึ้นเอาไว้” ค่ะ
ต้องอ่านเล่ม 1 ก่อนไหม? ข้อคิดในเล่มนี้ ส่วนใหญ่จะจบในตัวของมันเองอย่างแจ่มแจ้งภายในหนึ่งหน้าคือ 4 ช่องการ์ตูนค่ะ แต่ส่วนตัวแล้วผู้วิจารณ์ก็ยังรู้สึกอยู่ดีนะคะว่าถ้าได้อ่านเล่ม 1 มาก่อนจะดีกว่ามาก
=ข้อคิด/คำคม=
* หุ่นยนต์หมู “โรบุตตะ” เมื่อยังไม่ได้โหลดจิตใจที่ชื่อว่า “ตัวฉัน” เข้าไป ไม่มีความกังวลใดๆจึงเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ เมื่อดร.อู๊ดใส่จิตใจที่เรียกว่า “ตัวฉัน” เข้าไปเท่านั้นเองโรบุตตะก็มีความทุกข์สารพัดอย่าง
* “จิตใจ” ไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูปตั้งแต่แรก แต่ได้รับการบ่มเพาะจากประสบการณ์และความรู้ และจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ
* พอเริ่มมี “ตัวเอง” ก็มี “ของตัวเอง” พอมี “ของตัวเอง” มากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาก็มากขึ้นตาม
* ความทุกข์ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบและแบ่งแยก ซึ่งคนเราเป็นผู้กำหนดเส้นแบ่งขึ้นมาเองทั้งนั้น
* เมื่อวานตายจากไปแล้ว พรุ่งนี้ยังไม่เกิด ชีวิตมีเพียงตอนนี้เท่านั้น “ตอนนี้ทำอะไรได้บ้างนะ?”
* “ฝนที่ไม่หยุดตกไม่มีนะ”
* ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงกัน หากไม่ถูกความต้องการครอบงำ จิตใจก็จะสงบสุข
=สรุป=
ข้อคิดลึกซึ้งในเล่มนี้สะท้อนว่าเป็นปัญญาที่ได้มาจากการเจริญสติภาวนาของผู้เขียนทั้งสิ้นค่ะ แต่ก็ไม่ยากเกินที่จะเข้าใจเพราะคนเราก็อยู่กับสถานการณ์ต่างๆในเล่มนี้อยู่แล้วทุกวัน เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้เกิดปัญญาฉุกคิดขึ้นมาได้เท่านั้นเอง คล้ายกับปลาที่อยู่ในน้ำจนชินจึงไม่รับรู้ถึงน้ำรอบตัวนั่นเองค่ะ
ตัวผู้เขียนเองสรุปเป็นนัยไว้ว่าอยากให้เราฝึกเจริญสติเอาไว้เสมอๆ เพื่อไว้ช่วยตนเองยามทุกข์ค่ะ ก็อย่างที่ท่านบุตตะบอกเจ้าอู๊ดไว้นะค่ะว่า “…ตัวเราน่ะช่วยเธอไม่ได้หรอก ใครก็ช่วยเธอไม่ได้นอกจากตัวเธอเอง…”
เด็กอ่านได้ไหม? คงต้องม.ปลายขึ้นไปมั้งคะ แต่ก็ไม่แน่นะคะ บางครั้งเด็กก็สามารถเห็นในสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นได้เหมือนกัน
หนังสือชื่อ “เจ้าอู๊ดชิตตะกะ ทำเป็นรู้ กับ บุตตะ 2” แปลจาก Butta to Shittaka Butta 2 ของ โยชิฮิโระ โคอิซุมิ สำนักพิมพ์ Daifuku Publishing พฤศจิกายน 2557 192 หน้า ราคา 259 บาท

—————————————————————–
คอลัมน์ “ดร.ณัชร ชวนจัดตู้หนังสือ” นี้ มีขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนไทยเพาะบ่มนิสัยรักการอ่านค่ะ
ขอเชิญติดตามหนังสือเล่มนี้ได้ที่ https://goo.gl/yUOtDS

หมอญี่ปุ่นที่ห้ามกินชาเขียวมีด้วยหรือ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 41 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี” ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยแพทย์ญี่ปุ่นผู้มีแนวคิดที่ไม่ค่อยจะเหมือนใคร แนะนำวิธีการกินอยู่ที่ค่อนข้างสุดโต่งอยู่สักหน่อย คำว่า “สุขภาพดี” ในเล่มนี้ก็มักจะมาพร้อมกับคำว่า “ความงามของรูปลักษณ์ภายนอก” ค่ะ ผู้วิจารณ์นับประโยคที่เน้นประเด็นความงามได้ไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งใน 206 หน้า หรือประมาณ 1 ครั้งในทุก ๆ 10 หน้า  แถมด้วยการปิดท้ายว่าจุดหมายสุดท้ายของการใช้ชีวิตแบบนี้คือ “การอยู่ถึง 100 ปีด้วยผิวเนียนและหน้าท้องที่แบนราบ”!!
=ประเด็นต่าง ๆ จากในเล่ม=
*  ใน 170,000 ปีที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ มนุษย์เพิ่งได้กินอิ่มครบ 3 มื้อเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา  โดยญี่ปุ่นนั้นเพิ่งจะกินอิ่มสามมื้อช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง
*  ตลอดเวลาดังกล่าว ยีนของมนุษย์ถูกปรับให้เอาตัวรอดได้ในสภาวะที่อดอยากและเหน็บหนาว  ร่างกายมนุษย์จึงไม่เคยชินกับการกินอย่าง “อิ่มหนำสำราญ”  อันเป็นที่มาของโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน มะเร็ง หัวใจ ฯลฯ
*  จะต้องใช้เวลาอีกเป็นหมื่นปีกว่ายีนของมนุษย์จะปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตแบบ “อิ่มหนำสำราญ” นี้ได้
*  ดังนั้น เพื่อปลุกยีนที่ทำให้อายุยืนและทำร่างกายให้กลับเป็นหนุ่มเป็นสาวอีก จึงควรกินอาหารเพียงวันละ 1 มื้อ  และกินให้รู้สึกอิ่มเพียง 60%   โดยแนะนำให้กินข้าว 1 จานและซุป 1 ถ้วย และเปลี่ยนขนาดจานชามให้เล็กลง
*  มื้อดังกล่าวจะเป็นมื้อใดก็ได้  นายแพทย์ผู้เขียนเลือกมื้อเย็น  โดยแนะนำให้กินอิ่มแล้วรีบนอนทันที(?!)
*  มื้อเช้าโดยเฉพาะถ้าต้องใช้สมอง ให้อดอาหารเช้า แม้แต่น้ำก็ไม่ควรดื่ม ถ้าคอแห้งให้เคี้ยวหมากฝรั่งแทน
*  การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพไม่จำเป็น(!?!)  การออกกำลังจนหัวใจเต้นแรงและเร็วไม่ดีต่อร่างกาย  เพียงเดินในชีวิตประจำวันให้มากก็พอ
*  เมื่อหิวจนท้องร้องจ๊อก อย่าเพิ่งรีบกินในทันที  ปล่อยให้ท้องร้องไปสักพักก่อน(!?!?)  เพราะตอนนั้นจะมียีนที่ออกมาซ่อมแซมร่างกายทำให้กลับเป็นหนุ่มสาวใหม่และสุขภาพดี
*  คาเฟอีนคือสารพิษ  จึงไม่ควรดื่มชากาแฟทุกชนิดรวมทั้งชาเขียว  ยกเว้นชาร์บาร์เลย์และชาโกะโบ (รากพืชญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง) ที่ไร้คาเฟอีน
=ฝากไว้ให้คิด=
ความจริงการฉัน 1 มื้อ (มื้อเช้าหลังบิณฑบาตร) ก็มีอยู่ในธุดงควัตรตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วค่ะ และทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ในหมู่พระปฏิบัติ  ซึ่งท่านเหล่านั้นก็มักอายุยืน 80-90 ปี หรือบางทีก็ทะลุ 100 ปีจริงๆ แต่สิ่งสำคัญที่ผู้วิจารณ์อยากเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านคิดก็คือ  เราควรจะพยายาม “อยู่ให้ถึง 100 ปีด้วยผิวเนียนและหน้าท้องที่แบนราบ” แบบที่แพทย์ผู้เขียนต้องการเพียงแค่นั้นเองหรือ?
สาระของชีวิตคือ “อยู่เพื่ออะไร” มิใช่หรือ?
การอยู่เพื่อทำประโยชน์ตน (เจริญสติให้เข้ากระแสพระนิพพาน) และ ประโยชน์ท่าน(ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์) น่าจะเป็นเป้าหมายของชีวิตอันมีคุณค่าที่แท้จริงมากกว่าการอยู่ด้วยผิวที่เนียนเสมอมิใช่หรือ?
ชื่อหนังสือ “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี”  แปลจาก “Kuufuku” ga Hito wo Kenkou ni Suru  ของ นพ.โยะชิโนะริ นะงุโมะ  โดย คุณพิมพ์รัก สุขสวัสดิ์  สำนักพิมพ์วีเลิร์น 2557  206 หน้า ราคา 165 บาท
——————————————————————
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ มีขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านค่ะ  เด็กสิงคโปร์ และเด็กเวียดนามแต่ละคนอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม ถ้าผู้ใหญ่ไทยรักการอ่านให้เด็กเห็น เด็กเราก็จะทำได้ทัดเทียมเพื่อนบ้านหรือดีกว่าค่ะ
ขอขอบคุณ ดร.ณัชร ที่แนะนำหนังสือดีๆเล่มนี้นะคะ เชิญติดตามได้ที่  https://goo.gl/m6PJQZ

งานในฝันสร้างได้เองจริงหรือ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 40 วันนี้จะมาคุยถึงหนังสือที่อ่านสนุกได้เกร็ดความรู้มากมาย ชื่อ “จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้”ค่ะ




=ภาพรวม=
เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ที่หนังสือแนวเดียวกันเล่มอื่นๆสู้ไม่ได้เลยก็คือ ผู้เขียนซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักเคราะห์เทรนด์ชื่อดังของเกาหลีได้รับทุนจากสถานีโทรทัศน์ KBS ให้เดินทางไปรอบโลกเป็นเวลาถึง 1 ปีเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับเทรนด์งานในอนาคตของหนุ่มสาวทั่วโลกค่ะ
ดังนั้นผู้เขียนซึ่งเขียนเล่าเรื่องเก่งระดับเบสต์เซลเลอร์อยู่แล้วด้วยจึงมีข้อมูลดิบที่ใหม่และสดมากมายจากการไปพูดคุยกับหนุ่มสาวในประเทศต่างๆมากกว่า 10 ประเทศและสัมภาษณ์คนในสถาบันการศึกษา แหล่งฝึกงาน ตลอดจนบริษัทชั้นนำยุคใหม่ที่เก๋ไก๋สร้างสรรค์จำนวนมากค่ะ
ทั้งหมดนี้ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกจนวางไม่ลงทีเดียว เพราะท่านจะรู้สึกว่าได้รับแรงบันดาลใจที่ท่านเองก็นำไปใช้ได้จริงตลอดเล่มค่ะ ไม่ว่าจะกับตนเองหรือเพื่อลูกหลานวัยรุ่น
=โครงสร้าง=
ในเล่มนำเสนอแนวคิดในการหางานในฝันดังนี้ค่ะ 1) ลดความผิดพลาดในการหางานแล้วไปเจองานที่ไม่เหมาะกับตน ด้วยการหางานวิธีใหม่ 2) สร้างแบรนด์ของตัวเอง 3) ปรับตัวเข้ากับการทำงานโดยเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ 4) คอยตามให้ทันกระแสโลก และ 5) ทำงานอย่างมีความสุขโดยไม่ละทิ้งตัวตน ค่ะ
=ประเด็นน่าสนใจ=
* ยุคนี้ผู้คนไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ ต่างจากในอดีตที่แค่มีชีวิตรอดก็พอแล้ว
* นิยามของ “งานที่ดี” นั้นเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แม้แต่งานก็มี “เทรนด์” กับเขาเหมือนกัน
* 80% ของบริษัทญี่ปุ่นและ 50% ของบริษัทในอเมริกาไม่สามารถจ้างพนักงานที่ตรงตามความต้องการของบริษัทได้   ในขณะที่คนหนุ่มสาวก็ไม่เจองานที่ตรงกับความต้องการของตน
* 4 ปีที่ผ่านมา เกาหลีมีพนักงาน 75.4% ที่ลาออกหลังจากทำงานได้เพียง 2 ปีเพราะ “ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับบริษัท และหน้าที่ได้”
* บริษัทชั้นนำ เช่น โคคา-โคล่า หางานผ่าน social network มากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านเวบไซต์อย่าง Linkedin หรือการ   ศึกษาพฤติกรรมการใช้ social network ของผู้สมัคร ดังนั้นทุก ๆ โพสต์จึงควรแสดงว่าเราคือใครและมีคุณค่าอย่างไร ไม่ควรโพสต์อะไรไร้สาระเด็ดขาดเพราะนั่นหมายถึงคุณอาจจะพลาดได้งานดี ๆ
* ผลสำรวจนักเรียนมัธยมเกาหลีพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่รู้จักอาชีพเพียง 100 อาชีพ ในขณะที่เกาหลีมีอาชีพมากกว่า 20,000 อาชีพ ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันเป็นยุคของข่าวสาร
* งานในฝันมักมีจุดเริ่มต้นมาจากงานอดิเรกที่เราชอบ เช่น นักศึกษาชาวเวียดนามในอังกฤษที่ชอบทำอาหารเวียดนาม ทานเองเพราะไม่ชอบอาหารฝรั่ง ในที่สุดก็เปิดร้านอาหารแซนด์วิชเวียดนามเพื่อสุขภาพที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาว     ลอนดอน
* ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมี ยุโรปมีจำนวนคนทำงานฟรีแลนซ์เพิ่มมากขึ้นราว 15-20% ในขณะที่มนุษย์เงินเดือนเพิ่มขึ้นเพียง 3% เท่านั้น
* ประเทศที่มีจำนวนคนทำงานประเภทฟรีแลนซ์มากขึ้น เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส และ อังกฤษ สามารถพยุงวิกฤติเศรษฐกิจเอาไว้ได้ ส่วนประเทศที่มีฟรีแลนซ์ลดลงอย่างอิตาลีและสเปนกลับมีวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าเดิม
* ผลสำรวจของนิตยสาร Time หลังวิกฤติเศรษฐกิจในอเมริกาพบว่า ผู้ที่ลงทุนในการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับอาชีพจะสร้างรายได้มากกว่าผู้ที่ลงทุนในหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์
* ในเยอรมันมีระบบการฝึกงานสายอาชีพ (คล้ายปวช.) ที่มีประสิทธิภาพมาก เด็กวัยรุ่นสามารถเริ่มฝึกงานจากบริษัทจริงตั้งแต่อายุ 14 และเมื่อฝึกจบก็จะได้รับการบรรจุงานทันที จึงทำให้อัตราการว่างงานต่ำมากและมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป
* ในเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัยกับวงการธุรกิจไม่ได้แยกขาดกัน แต่กลับร่วมมือกันเพื่อช่วยฝึกอาชีพให้คนหนุ่มสาว ศูนย์ฝึกอาชีพจะผลิตคนในสายอาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาดเท่านั้น
* นักวิจัยคนหนึ่งเคยกล่าวว่า “..นักเรียนเกาหลีใช้เวลาในโรงเรียนราว 15 ชม.ต่อวันไปอย่างสิ้นเปลือง เพื่อความรู้ที่ไม่จำเป็นต่ออนาคตและเพื่ออาชีพที่ไม่มีตัวตน..” ฟังดูคล้ายในประเทศไทยไหมคะ?
* “…สิ่งสำคัญที่มหาวิทยาลัยควรจะสอนคือ การแนะนำนักศึกษาว่าจะใช้ชีวิตให้มีความสุขหลังเรียนจบได้อย่างไรมากกว่ายึดติดกับการหางานทำเพียงอย่างเดียว…” ตรงนี้ทำให้นึกว่าประเทศไทยเราก็น่าจะบรรจุการฝึกทักษะการเจริญสติเข้าไปในหลักสูตรนะคะเพราะเป็นวิธีที่ลัดสั้นที่สุดแล้วที่จะทำให้เกิดปัญญาและสันติสุขอย่างแท้จริง
* คนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าในญี่ปุ่นกล่าวตรงกันว่า “ถ้ามีฝีมือและความเชี่ยวชาญแล้ว จะอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลก” ดังนั้นเทรนด์ล่าสุดอย่างหนึ่งคือไปเรียนทำซูชิเพื่อออกไปเปิดร้านที่ต่างประเทศ
* “…คนที่ทำงานอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้เงินเดือนสูงในระยะสั้น แต่การทำงานด้วยความสุขสนุกสนานจะทำให้คนเหล่านั้น “เติบโตก้าวหน้า” ในสายงานของตน และประสบการณ์ที่สั่งสมก็จะนำไปสู่ความเชี่ยวชาญ ซึ่งนำมาสู่รายได้จำนวนมากในที่สุด…” ประเด็นนี้ท่านพุทธทาสกล่าวไว้นานแล้วค่ะ
=สรุป=
ในที่สุดแล้ว ผู้วิจารณ์อดคิดไม่ได้ค่ะว่า ผู้ที่มีทักษะการเจริญสติจะเป็นผู้ที่มีทักษะสำคัญสำหรับการทำงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต กล่าวคือ จะรู้จักตนเอง รู้ว่าตนเองชอบอะไร ถนัดอะไร และสามารถเรียนรู้ที่จะมีความสุขอยู่กับสิ่งที่ทำได้ และเมื่อเราสามารถมีความสุขอยู่กับสิ่งที่ทำได้ เราก็จะสามารถเผื่อแผ่ความสุขไปให้คนอื่นได้ด้วย
กล่าวสั้น ๆ ก็คือ “สังคมอุดมสติ” แท้ที่จริงก็คือ “สังคมอุดมคติ” นั่นเองค่ะ
ชื่อหนังสือ “จงหางานที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้” แปลจาก Future: My Job ของ คิมรันโด และ อีแจฮยอก โดย คุณนาริฐา สุขประมาณ สำนักพิมพ์ springbooks ในเครือ สำนักพิมพ์อมรินทร์ 2557 128 หน้า ราคา 115 บาท
——————————————————————
คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ มีขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านค่ะ เด็กสิงคโปร์ และเด็กเวียดนามแต่ละคนอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม ถ้าผู้ใหญ่คนไทยรักการอ่านให้เด็กเห็น เด็กเราก็จะทำได้ทัดเทียมเพื่อนบ้านหรือดีกว่าค่ะ
สามารถติดตามหนังสือเรื่องราวดีๆเล่มนี้ได้ที่ https://goo.gl/FxNLYp

พระราชนิพนธ์แปลจากภาษาจีนของสมเด็จพระเทพฯเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 39 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน” ค่ะ


=ภาพรวม=
หนังสือเล่มเล็กบางมากๆ จนรู้สึกเหมือนเรื่องสั้นอ่านรวดเดียวจบนี้เป็นนิยายร่วมสมัยของจีนที่มีฉากอยู่ในกรุงปักกิ่ง สมเด็จพระเทพฯ ทรงอธิบายไว้ในบทนำจากผู้แปลว่าเป็น “นวนิยายรักสะท้อนสังคม” ค่ะ
แต่ไม่ใช่ว่าเป็นนวนิยายที่สนุกตื่นเต้นจนอ่านแล้ววางไม่ลงนะคะ เป็นแนวที่ต้องอ่านไปขบคิดไปด้วยมากกว่าค่ะ
=จุดเด่น=
สมเด็จพระเทพฯได้ตรัสไว้ในบทนำว่า นิยายเล่มนี้มีกลวิธีการประพันธ์ที่น่าสนใจค่ะ เพราะผู้ที่ใช้สรรพนาม “ฉัน” ในเรื่องนั้นไม่ใช่นางเอก หากเป็น “ผู้เห็นเหตุการณ์” ต่างหาก
นอกจากนี้ผู้เขียนก็ได้ผูกเรื่องเหมือนกึ่งๆตั้งคำถามให้ผู้อ่านขบคิดน่ะค่ะว่า ในสมัยนี้ยังมีคนที่มีคุณธรรม เป็นนางเอกในอุดมคติอยู่อีกหรือและขมวดปมอย่างท้าทายยิ่งขึ้นด้วยการสร้างพล็อตให้นางเอกที่มีคุณธรรมเป็นเลิศนั้นกลับต้อง “ทนทุกข์” กับความดีของตนเองด้วยซ้ำ!
คุณธรรมและอุดมคติของ “โลกยุคเก่า” จะต้องปรับตัวกับความแสวงหาวัตถุและผลประโยชน์ของ “โลกยุคใหม่” อย่างไรเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่นิยายเรื่องนี้ต้องการสื่อค่ะ
=ตัวอย่างสำนวนพระราชนิพนธ์แปล=
เป็นที่ทราบกันดีว่าสมเด็จพระเทพฯ นั้นทรงมีพระอัจฉริยภาพในทางวรรณกรรมและการทรงพระอักษรมาก และหนังสือเล่มนี้ก็สะท้อนพระอัจฉริยภาพนั้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคำที่ทรงเลือกใช้ในการดำเนินเรื่อง หรือว่าการสนทนาของตัวละคร ลองดูตัวอย่างกันนะคะ
* “…จริงหรือเปล่าที่ปักกิ่งเวลานี้ไม่เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว แต่ก่อนปักกิ่งทั้งเรียบร้อย สำรวม สมถะ สูงส่ง และ โอนอ่อนผ่อนตาม…”
* “…คุณมีอะไรจะพูดอีกไหม นอกจากขอบคุณ…” เซี่ยชินพูดอะไรไม่ออกไปชั่วครู่หนึ่ง เพราะเขาไม่อยากพูดอะไรที่มากเกินไปในวันเกิด…”
* “…อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้บริสุทธิ์ประดุจแก้วผลึก…”
=ฝากไว้ให้ขบคิด=
การอ่านนวนิยายเล่มบางเฉียบนี้จะไม่จบบริบูรณ์ถ้าท่านไม่ย้อนกลับมาอ่านพระราชนิพนธ์คำนำที่อยู่ต้นเล่มอีกครั้งค่ะ
ต่อเมื่อท่านได้ย้อนกลับมาพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงยกขึ้นมากล่าวถึงและทรงตั้งคำถามให้พวกเราขบคิด ท่านจึงจะสามารถวางหนังสือเล่มนี้ลงได้อย่างพึงพอใจและเต็มอิ่มค่ะ
ท่านจะขนลุกในพระอัจฉริยภาพในการวิเคราะห์เรื่องได้อย่างเฉียบขาดเหนือชั้นของพระองค์ท่าน และท่านจะทึ่งในบทสรุป คำถามและข้อคิดที่ทรงพระราชทานให้พวกเราไปขบคิดต่อ ซึ่งทั้งหมดนี้ลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้วิจารณ์จะนึกขึ้นมาได้เองในระหว่างที่อ่านตัวนิยายค่ะ
ต่อเมื่อท่านได้ย้อนกลับมาอ่านคำนำอีกครั้งหลังจากอ่านนิยายจบนี้ล่ะค่ะที่ท่านจะเข้าใจว่า เพชรน้ำงามที่ดึงปรัชญาชีวิตในนิยายเล่มนี้ให้สูงขึ้นไปอีกระดับนั้นแท้ที่จริงอยู่ในพระราชนิพนธ์คำนำนี้เอง!
=ข้อมูลหนังสือ=
“ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน” หนังสือพระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแปลจากบทประพันธ์ของ เถี่ยหนิง นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ พิมพ์ครั้งที่ 2 เมษายน 2557 112 หน้า ราคา 135 บาท
------------------------------------------------------------------------------------------------
คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ มีขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนไทยเพาะบ่มนิสัยรักการอ่านค่ะ เด็กสิงคโปร์ และเด็กเวียดนามแต่ละคนอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม ถ้าผู้ใหญ่คนไทยรักการอ่านให้เด็กเห็น เด็กเราก็จะทำได้ทัดเทียมเพื่อนบ้านหรือดีกว่าค่ะ
สามารถติดตามหนังสือดีๆแบบนี้ได้ที่ https://goo.gl/w2cW4w

นี่คือ BOOK REVIEW ที่ผู้วิจารณ์รู้สึกถูกกดดันมากที่สุด!


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 37 วันนี้จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “แค่ใช้คำให้ฉลาด ก็เพิ่มโอกาสจาก 0 เป็น100” 


=หนังสืออะไร? ใครเขียน?=
เป็นหนังสือขนาดกระทัดรัดเท่าฝ่ามือพกพาง่าย สามารถอ่านจบได้รวดเดียวในระหว่างที่ท่านไปนั่งรอพบหมอ เขียนขึ้นเพื่อบอกท่านว่า “การใช้คำให้ได้ผลไม่ใช่เรื่องยาก มีเทคนิคเฉพาะเหมือนสูตรราเม็งเจ้าอร่อย” ค่ะ
ผู้เขียนมีดีกรีเป็นถึงก๊อปปี้ไรท์เตอร์ หรือ นักคิดคำโฆษณามือ1ของญี่ปุ่น และเป็นครีเอทีฟจากญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับเลือกให้ไปศึกษางานที่เอเยนซี่โฆษณาส่วนตัวของ สตีฟ จ๊อบส์ ค่ะ
ฟังประวัติผู้เขียนแล้วใจเต้นตึกตักเลยใช่ไหมคะ?
=ประเด็นน่าสนใจ=
* ผู้เขียนเคยใช้คำได้แย่มาก แต่อาศัยการตะลุยอ่านหนังสือ วรรณกรรม กวี หนังสือพิมพ์ต่างๆจำนวนมาก ตลอดจนศึกษาโฆษณาเด็ดๆ หนังดีๆ จึงค้นพบเทคนิคอันหลากหลายที่นำไปใช้ได้ทันที
* คนเราจะขอร้องคนอื่นเฉลี่ยวันละ 22 ครั้ง
* บางครั้งการขอร้องก็ชี้เป็นชี้ตายในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตคนเราได้ เช่น การขอแต่งงาน การสัมภาษณ์งาน การเสนอเซ็นสัญญาครั้งใหญ่กับลูกค้าใหม่ แต่ทั้งๆที่คนเราอยากให้คำตอบเป็น “Yes” ส่วนใหญ่เราก็เพียงแต่ “พูดออกไปตามที่คิด” แล้วลุ้นเอา
* ภายใน10 ปีที่ผ่านมา ปริมาณข้อมูลในโลกเพิ่มขึ้นถึง 530 เท่า เปรียบเหมือนเพิ่มขึ้นจากหนังสือ 1 เล่ม เป็นหนังสือเต็ม 2 ตู้หนังสือใหญ่ๆ ดังนั้นข้อมูลส่วนใหญ่จะถูกมองข้าม มีแต่ข้อมูลที่เด่นมีเอกลักษณ์เท่านั้นที่จะได้รับความสนใจ
* คนเรามักเชื่อคนที่เรารู้จัก ดังนั้นเมนูแนะนำจากนักจัดรายการวิทยุมีน้ำหนักมากกว่าเมนูแนะนำจากร้านอาหารเอง
* แค่เปลี่ยนคำพูดก็สามารถทำให้ “เรื่องที่น่ารำคาญ” กลายเป็น “การบริการที่เอาใจใส่” ได้!
=ตัวอย่างเทคนิคที่ได้ผลจริงมาแล้ว=
1) วิธีชวนคนออกเดท 2) เขียนข้อความบนโพสต์อิทให้คนทำตามทันที 3) ขอเลื่อนส่งงานเจ้านายโดยให้ดูว่าเราเป็นคนตั้งใจทำงาน 4) คำพูดที่ทำให้ลูกเลิกเล่นเกมแล้วรีบอ่านหนังสือทันที
แต่ที่ผู้วิจารณ์ชอบมากก็คือ 5) วลีสั้นๆ ที่ทำให้คนเลิกจอดจักรยานหน้าบ้านท่านได้ชงัดตลอดกาลค่ะ อ่านตรงนี้แล้วหัวเราะออกมาเลยค่ะ เด็ดจริง ๆ คิดได้ไง!
=สรุป=
ที่จริงแล้วหนังสือเล่มนี้สอนให้ท่านมี “สติ” มากขึ้นนั่นเองค่ะ ทั้งกับสิ่งที่ท่านคิด ความต้องการของท่านเอง และความต้องการของผู้อื่น
ผู้วิจารณ์ชอบเป็นพิเศษที่ผู้เขียนกล่าวเตือนว่า เทคนิคต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงเทคนิคที่จะช่วยให้ชีวิตท่านสบายขึ้นเพียงอย่างเดียว ถ้าคิดแบบนั้นจะใช้เทคนิคไม่ได้ผล
เพราะแท้จริงแล้วเทคนิคเหล่านี้มีพื้นฐานอยู่บนความปรารถนาดีต่ออีกฝ่ายนั่นเองค่ะ
ที่ผู้วิจารณ์บอกว่ารู้สึกถูกกดดันมากก็เพราะเกรงว่า ท่านผู้อ่านจะคาดหวังว่าบทรีวิวนี้จะสะท้อนการใช้คำระดับเทพเพราะรู้เทคนิคในเล่มหมดแล้ว แต่ของอย่างนี้คงต้องฝึกไปอีกนานพอควรล่ะมั้งคะ
แต่ที่มั่นใจก็คือ เขียนขึ้นด้วยความปรารถนาดีต่อท่านผู้อ่านทุกท่านแน่นอนค่ะ! ^_^
หนังสือชื่อ “แค่ใช้คำให้ฉลาดก็เพิ่มโอกาสจาก 0 เป็น 100” ของ ซาซากิ เคอิจิ แปลโดย คุณทินภาส พาหะนิชย์ สำนักพิมพ์วีเลิร์น 2557 214 หน้า ราคา 170 บาท
-------------------------------------------------
ติดตามหนังสือดีๆเล่มนี้ได้ที่ https://goo.gl/FwpXbk