วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อยากสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกหลานสนใจวิทยาศาสตร์?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 373 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “ผมได้รับรางวัลโนเบล เล่ม 1”




=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์การ์ตูนความรู้ของนานมี บุ๊คส์ ในหมวด “ประวัติบุคคล”  โดยเล่มนี้เป็นเรื่องราวของผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ 2 ท่าน คือ นพ.โรแบร์ท โคค ผู้ค้นพบเชื้อวัณโรค และ นพ.เฟรเดอริก แบนติง  ผู้ค้นพบอินซูลินรักษาโรคเบาหวาน
เนื้อหาในเล่มได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดดยคณะอาจารย์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประเทศเกาหลี  นอกจากจะให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกระบวนการเกิดโรคและรักษาโรคแล้ว  ยังสอดแทรกข้อคิดผ่านวิธีเล่าเรื่องให้ผู้อ่านมองเห็นด้วยว่า ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องใด ๆ นั้นทุกคนล้วนแต่ต้องทุ่มเทกายและใจเป็นอย่างมากเป็นระยะเวลาไม่น้อย
นอกจากนี้ยังให้แรงบันดาลใจในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกด้วย  เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกวัย
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*   จุลินทรีย์ (microorganism) คือสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น ไวรัส แบคทีเรีย รา ยีสต์ โพรโตซัว  การศึกษาจุลินทรีย์เริ่มมาตั้งแต่ปี 1674 โดยนักจุลชีววิทยาชาวฮอลันดา
*  โรแบร์ท โคค (ค.ศ.1843-1910) เป็นแพทย์ชาวเยอรมัน  ในปีค.ศ. 1876 เขาค้นพบแบคทีเรียที่ก่อโรคแอนแทร็กซ์  ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสัตว์แล้วแพร่มาสู่คน  ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่เสียชีวิต
*  การทดสอบเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคทำได้โดยการดูดเลือดจากสัตว์ที่เป็นโรคแล้วนำมาเพาะเลี้ยงเชื้อในสภาวะที่เหมาะสม  แล้วนำเชื้อนั้นไปฉีดในหนูทดลอง  ถ้าหนูตายแสดงว่าเชื้อนั้นเป็นเชื้อก่อโรค
*  ต่อมาในปีค.ศ. 1882 โคคค้นพบแบคทีเรียซึ่งเป็นเชื้อก่อวัณโรค  โคคศึกษาโรคนี้จนสกัดสารที่ชื่อว่า ทูเบอร์คิวลิน ซึ่งช่วยตรวจสอบวัณโรคได้  งานวิจัยนี้ทำให้โคคได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปีค.ศ. 1905
*  โคคเป็นผู้วางรากฐานของวิชา จุลชีววิทยา  หลังจากเขาได้รับรางวัลโนเบล 3 ปี  เพาล์ แอร์ลิค เพื่อนของเขาก็ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบซิฟิลิส  ในปี 1926 คะสึซะบุโร ยะมะงิวะ ลูกศิษย์ของโคคได้รับรางวัลด้านการวิจัยโรคมะเร็ง  และฟรีดิช เลิฟเฟลอร์ใช้หลักการของโคคค้นพบเชื้อก่อโรคคอตีบ
*  เฟรเดอริก แบนติง เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชาวแคนาดา  เขาค้นพบอินซูลิน สารที่หลั่งจากตับอ่อนซึ่งช่วยรักษาโรคเบาหวาน
*  โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ  น้ำตาลส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย  แต่ถ้าเหลือมันจะเปลี่ยนรูปเป็นไกลโคเจนสะสมตามตับและกล้ามเนื้อ
*  ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่จัดการน้ำตาลในเลือดคือ อินซูลิน  ถ้าขาดอินซูลินน้ำตาลในเลือดจะสูงกว่าปกติ  แรก ๆ เบาหวานจะไม่มีอาการ  อาจน้ำหนักลด หิวบ่อย กินเก่ง ปัสสาวะบ่อย  กว่าจะรู้ตัวก็มีโรคแทรกซ้อนแล้ว  เช่น สายตาไม่ดี ความดันโลหิตสูง และโรคไต  ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้
*  ในสมัยนั้นการทดลองเรื่องโรคเบาหวานเป็นเรื่องยากมาก ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ  แต่แบนติงสนใจเรื่องนี้มากและได้ใช้ความพยายามอย่างหนักให้ศาสตราจารย์แมกเลียตเป็นที่ปรึกษาเขาเพื่อได้เข้าถึงห้องทดลองและได้เรียนรู้เกี่ยวกับตับอ่อน
*  ด้วยความพยายามทุ่มเทของแบนติง  ในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 1905 จากการค้นพบอินซูลินร่วมกับศาสตราจารย์ เจ.เจ.อาร์.แมกเลียต ที่มหาวิทยาลัยโตรอนโต
หนังสือชื่อ “ผมได้รับรางวัลโนเบล เล่ม 1” โดย Haneon แปลโดย รัดเกล้า ภู่ทอง การ์ตูนความรู้นานมีบุ๊คส์  ตุลาคม 2558  208 หน้า ราคา 165 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “ผมได้รับรางวัลโนเบล เล่ม 1” ได้ที่ https://goo.gl/sjJ82g

เป้าหมายของชีวิตมนุษย์ควรจะเป็นอะไร?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 372 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “เป้าหมายของชีวิต”




=ภาพรวม=
หนังสือเล่มบางเฉียบแต่อัดแน่นไปด้วยสาระดี ๆ นี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์หนังสือชุด “พุทธทาส ๑๐๐ ปี หนังสือดี ๑๐๐ เล่ม” ซึ่งเป็นการคัดธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ 1 เรื่องมาจัดพิมพ์ขึ้น 1 เล่ม
เล่มนี้เป็นธรรมบรรยายท่านพุทธทาสแสดงไว้เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2523
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  คำว่า “เป้าหมายของชีวิต” ฟังดูเป็นคำนักประพันธ์ แต่ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ หรือจำเป็นควรจะรู้ เป็นเรื่องของธรรมะได้เหมือนกัน
*  ธรรมะเป็นเรื่องสำหรับชีวิต ที่จะช่วยให้ชีวิตเดินไปอย่างถูกต้อง  เมื่อมันเดินไปอย่างถูกต้อง มันก็ถึงจุดหมายปลายทางแน่นอน  เราเรียกว่า “ธรรมะเป็นเรื่องที่จะทำให้ชีวิตก้าวหน้าไปจนถึงจุดหมายปลายทาง”
*  ชีวิต คือ อะไร?  ทางร่างกายมันก็มีความหมายอย่างหนึ่ง  ทางจิตวิญญาณก็มีอีกความหมายหนึ่ง  ฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของสติปัญญา
*  ทีนี้มันไม่มีความรูพอ มันก็ยังออกไปจากความทุกข์ไม่ได้  เป็นเพราะเรามีความรู้ผิด ความเข้าใจผิด ความเห็นผิด  มันก็มืดมนทางวิญญาณ  นับว่ามีความทุกข์แน่ ฉะนั้นจึงมิใช่เป้าหมาย
*  แต่ถ้าเราทำถูกต้อง มีความสว่างในทางวิญญาณ ถูกต้องในทางความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ความเชื่อ แล้วก็ดำเนินไปในลักษณะที่ความทุกข์ละลายไป  ละลายไป  ในที่สุดก็หมดจดจากความทุกข์สิ้นเชิง เรียกว่าพระนิพพาน
*  ดังนั้น เป้าหมายของชีวิตในทางวิญญาณนี้ ก็คือ พระนิพพาน
*  นิพพานแปลว่า เย็นสนิท ไม่มีความร้อน แต่เป็นเรื่องทางนามธรรม  ความร้อนคือความร้อนแห่งกิเลส แห่งความโลภ โกรธ หลง  ถ้าไฟเหล่านี้ดับสนิทแล้วเย็นสนิท ก็บรรลุถึงนิพพานได้โดยไม่ต้องตาย
*  นิพพานไม่ได้หมายถึงความตาย  ที่สอนกันผิด ๆ ในโรงเรียนให้เด็ก ๆ เข้าใจผิดมาตั้งแต่เล็กว่านิพพานคือ ความตายของพระอรหันต์ หรือ ของพระพุทธเจ้า อย่างนี้มันผิดโดยสิ้นเชิง
*  ความสิ้นสุดแห่งกิเลส นี่เรียกว่าเป้าหมายของชีวิต  ถ้าตายแล้วไม่มีชีวิตแล้ว มันก็ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตแล้ว  มันต้องรู้ถึงเมื่อยังมีชีวิตอยู่
*  ถ้าจะเรียนธรรมะจริงอย่าเรียนจากหนังสือ  ให้ตั้งต้นเรียนจากความทุกข์ที่มีอยู่จริง  ถ้าใครไม่มีความทุกข์ ไม่ต้องมาเรียนธรรมะให้ป่วยการ
*  จะรู้ธรรมะต้องมีความทุกข์ เรียนความทุกข์ ให้รู้จักความทุกข์ว่าจะแก้มันอย่างไร จะดับความทุกข์นั้นอย่างไร กิริยาที่ดับความทุกข์ได้นั้นเป็นธรรมะอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าถึงความเย็นที่เป็นเป้าหมายแห่งชีวิต
*  ความทุกข์เกิดมาจากความโง่ สำคัญผิดในสิ่งต่าง ๆ แล้วก็ยินดียินร้ายต่อสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  แล้วก็เป็นความทุกข์เพราะความโลภ โกรธ หลง
*  เมื่อเป็นมนุษย์ จะมีกิเลสเหมือนกันหมด เพราะฉะนันความทุกข์ก็เหมือนกันหมด คือทุกข์เพราะว่ามีกิเลส  กิเลสมันนำไปสู่ความยึดมั่นถือมั่นเพราะความโง่  กิเลสมีมูลมาจากความโล่ ยึดมั่นว่ามีตัวเราของเรา แล้วก็เป็นทุกข์
*  ตามหลักของพุทธศาสนาถือว่าความอยากเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เพราะว่าความอยากมันทำให้เกิดความรู้สึกอีกอันหนึ่งว่า ฉันอยาก  พอมีฉันอยากแล้วอะไร ๆ ก็เป็นปัญหาเข้ามาแก่ตัวฉัน  ตัวฉันก็ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะปัญหานั้น ๆ
*  เดี๋ยวนี้เราอยู่ที่นี่  จะอยู่ที่ต้นทางหรือตัวทางแล้วแต่จะเรียก เรามีปัญหา  ต่อเมื่อเราถึงจุดหมายปลายทางจึงจะหมดปัญหาและไม่มีความทุกข์  เดี๋ยวนี้เราอยู่ด้วยกิเลส มันก็ต้องเป็นทุกข์  พอรู้จักกิเลสอย่างเต็มที่เสียก่อนแล้วขว้างทิ้งออกไป มันก็จะเย็น
*  เมื่อถึงจุดนี้ก็เรียกว่า ถึงเป้าหมายแห่งชีวิต คือ ความเป็นอยู่ด้วยความเย็น ไม่มีทุกข์เลย  แล้วเวลาทั้งหมดก็เคลื่อนไหวไปด้วยการทำประโยชน์แก่ทุกคน เป็นสุขที่สุด พอใจที่สุด  ก็ทำการงานอะไรต่าง ๆ ตามที่จะทำได้  และสิ่งเหล่านั้นก็ไปเป็นประโยชน์แก่ทุกคน
หนังสือชื่อ “เป้าหมายของชีวิต” โดย พุทธทาสภิกขุ  สำนักพิมพ์สุขภาพใจ  กุมภาพันธ์ 2549  50 หน้า ราคา 25 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “เป้าหมายของชีวิต” ได้ที่ https://goo.gl/Pzj27X

เจ้าสัวที่เคยครองอันดับ 1 มหาเศรษฐีแห่งเอเชียมีคำแนะนำเรื่องงานอย่างไร?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 369 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “ซูเปอร์แมน “หลี่” ลี กา ชิง”



=ภาพรวม=
ก่อนอื่นผู้วิจารณ์จำเป็นต้องติงสำนักพิมพ์สักเล็กน้อยที่ตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้พร้อมกับเลือกใช้ภาพหน้าปกที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าทั้งเล่มจะเป็นเรื่องของนาย ลี กา ชิง ทั้ง ๆ ที่ในจำนวน 240 หน้ามีเรื่องของลี กา ชิง เพียงแค่ 59 หน้าแรกเท่านั้น
ที่เหลือเป็นข้อสังเกตถึงเคล็ดลับความสำเร็จในการทำธุรกิจของชาวจีนโพ้นทะเล  ซึ่งจากเนื้อหาแล้วดูเหมือนเป็นการแปลจากหนังสือต่างประเทศ  ถ้าไม่ใช่ภาษาจีนก็ภาษาญี่ปุ่น  เพราะตัวอย่างที่ยกมากว่า 90% เป็นเรื่องของชาวจีนที่ไปตั้งรกรากทำการค้าอยู่ที่ญี่ปุ่น  แต่ปกในก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นหนังสือแปล
เนื้อหาในส่วนของลี กา ชิง นั้นผู้วิจารณ์เคยอ่านมาเกือบหมดแล้วในหนังสือชื่อ “คนจะรวย ช่วยไม่ได้” ของสำนักพิมพ์ปราณที่มีการนำมาตีพิมพ์ในชื่อใหม่ว่าอะไรจำไม่ได้แล้ว  เป็นประวัติของมหาเศรษฐีโลกหลายสิบคน  ซึ่งเทียบแล้วโดยรวมอัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์มากกว่าเล่มนี้
ยกเว้นท่านจะสนใจวัฒนธรรมการค้าของชาวจีนโพ้นทะเลในญี่ปุ่นจริง ๆ เล่มนี้จึงจะเหมาะกับท่าน
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  ลี กา ชิง เริ่มต้นจากศูนย์ สู่สินทรัพย์รวมกว่าแสนล้านล้านบาท  ชีวิตการทำงานเริ่มต้นจากบิดาได้เสียชีวิตลงตั้งแต่เขายังเล็ก  ทำให้เขาต้องออกจากโรงเรียนมาทำมาหากินเลี้ยงน้อง
*  เมื่อเป็นลูกจ้างพนักงานขายของโรงงานแห่งหนึ่ง  ลี กา ชิงทำงานอย่างขยันขันแข็งกว่าใคร  และเป็นผู้ใฝ่รู้  ภายหลังออกมาตั้งโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกของตนเอง  ซึ่งนำไปสู่การตั้งโรงงานผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียในที่สุด
*  จากนั้นลี กา ชิง ขยับขยายไปสู่อสังหาริมทรัพย์ และขยายออกไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ธุรกิจท่าเรือ การสื่อสารโทรคมนาคม พลังงาน และค้าปลีกในอีกกว่า 50 ประเทศ
*  ลี กา ชิง เป็นมหาเศรษฐีใจบุญ  ได้บริจาคทรัพย์สิน 1 ใน 3 ของตนเองให้การกุศล  และยังคงใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ ใส่นาฬิกาเรือนเดิม ใส่รองเท้าคู่เก่า
*  สำหรับลี กา ชิง วิสัยทัศน์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด  เขาเริ่มพาลูกชาย 2 คนเข้าร่วมประชุมกรรมการบริษัทตั้งแต่ลูกชายอายุเพียง 9 ขวบ และ 7 ขวบ เพื่อต้องการให้ลูกรู้ว่างานที่พ่อทำเพื่อหาเงินไม่ง่ายเลย
*  เคล็ดลับที่ทำให้ลี กา ชิง ประสบความสำเร็จคือการสะสมเงินในช่วงที่เศรษฐกิจขาขึ้น แล้วมาลงทุนในช่วงเศรษฐกิจขาลง
*  ลี กา ชิง ได้แนะนำวิธีการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนหนุ่มสาวมนุษย์เงินเดือนที่มีเริ่มต้นทำงานด้วยเงินเดือนเพียง 2,000 หยวนเอาไว้  โดยให้แบ่งเงินเดือนออกเป็น 5 ส่วน
*  ส่วนแรกไว้จับจ่ายไม่เกิน 20 หยวนต่อวัน (เขาแนะนำอย่างละเอียดถึงอาหารที่ควรกินแต่ละมื้อ)  ส่วนที่ 2 ไว้สร้างเพื่อนและสายสัมพันธ์ที่จะช่วยเหลือเรื่องธุรกิจ  ส่วนที่ 3 เอาไว้เรียนรู้โดยการซื้อหนังสือและเข้าคอร์สอบรมต่าง ๆ
ส่วนที่ 4 เอาไว้เดินทางไปต่างประเทศในวันหยุดอย่างน้อยปีละครั้งเป็นการให้รางวัลตนเองและใช้ประสลการณ์ใหม่ ๆ นี้เพิ่มพลังในการทำงานต่อไป
ส่วนที่ 5 ให้เก็บไว้ในธนาคารเพื่อเป็นทุนในการทำธุรกิจ  โดยเริ่มต้นทำธุรกิจเล็ก ๆ ก่อน  ให้ไปหาผู้ค้าส่งและหาสินค้ามาขาย  เมื่อเริ่มหาเงินได้ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจกับความกล้าและได้เรียนรู้สิ่งต่าง ไ
เมื่อมีรายได้มากพอก็ให้เริ่มมองหาแผนการลงทุนในหลักทรัพย์ระยะยาว
*  ลี กา ชิง ชอบอ่านหนังสือมาก  ทุกวันนี้แม้อายุมากแล้วก็ยังอ่านหนังสือทุกวัน  โดยมีนิสัยประจำคือต้องอ่านหนังสือก่อนนอนทุกคืน
*  การอ่านมาก ฟังมาก รู้มาก ทำให้เขามีหูไวตาไว และตัดสินใจได้ว่องไวกว่าใครเมื่อเขาเห็นโอกาสธุรกิจเพียงแวบเดียวเท่านั้น  ตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปี ที่แล้ว กิจการของเขาได้รับความบอบช้ำน้อยมากเพราะเขาพร้อมรับสถานการณ์ที่แย่ที่สุดอยู่เสมอ
หนังสือชื่อ “ซูเปอร์แมน “หลี่” ลี กา ชิง” โดย บุญชัย ใจเย็น สำนักพิมพ์เพชรประกาย  2558 240 หน้า ราคา 199 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “ซูเปอร์แมน “หลี่” ลี กา ชิง” ได้ที่ https://goo.gl/NzJzyz

จริงหรือที่ “อ่านสามก๊ก สามจบ คบไม่ได้”?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 368 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 15 สามก๊กรวมเป็นหนึ่ง”



=ภาพรวม=
ถ้าท่านเคยคิดจะอ่านสามก๊กแล้วรู้สึกท้อ  ไม่ว่าจะเป็นเพราะขนาดหนังสือหรือเกรงว่าเนื้อหาจะหนักเกินไปหรือมีกลยุทธซับซ้อนเกินไป  หนังสือซีรี่ส์ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน” นี้คือทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ซีรี่ส์สามก๊กฉบับการ์ตูนนี้เป็นผลงานของทีมงานการ์ตูนจากประเทศเกาหลี  มีทั้งหมด 15 เล่ม จัดจำหน่ายยกชุดในรูปแบบ Box Set  เหมาะสำหรับไว้อ่านเอง  ให้ลูกหลานอ่าน  หรือจะซื้อบริจาคห้องสมุดก็ได้
สามก๊ก ฉบับการ์ตูนสีสันสวยงามตลอดเล่มนี้อ่านง่ายมาก ถ้าใครตั้งใจจะอ่านให้ครบสามจบก็ไม่ยากอีกต่อไป!
=เกร็ดข้อมูลน่าสนใจจากภาคผนวกท้ายเล่ม=
*  หลังจากขงเบ้งเสียชีวิตลง จ๊กก๊กก็ก้าวสู่การล่มสลายอย่างรวดเร็ว  พระเจ้าเล่าเสี้ยนมัวแต่หลงเชื่อคำยุยงของขันทีฮุยโฮ บ้านเมืองจึงระส่ำระสาย  ในที่สุดเตงงานและจงโฮย ขุนพลแห่งวุยก๊กยึดเมืองเชงโต๋ได้ พระเจ้าเล่าเสี้ยนยอมจำนน จ๊กก๊กก็ถึงกาลล่มสลาย
*  ด้านง่อก๊กที่ปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุขมั่นคงมาตลอด ภายหลังเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัชทายาท  ฮ่องเต้ซุนโฮบริหารบ้านเมืองอย่างโหดร้ายทารุณ  จนกระทั่งกองทัพราชวงศ์จิ้นเข้าโจมตีและยึดเมืองหลวงเอาไว้  ฮ่องเต้ซุนโฮจึงต้องยอมจำนน ง่อก๊กจึงล่มสลาย
*  ส่วนวุยก๊ก พระเจ้าโจฮองขึ้นสืบทอดบัลลังก์จากพระเจ้าโจยอยด้วยพระชันษาเพียงแค่ 8 ปี  โจชองจึงกุมอำนาจในราชสำนักแทนฮ่องเต้  แต่ก็ถูกสุมาอี้ปรักปรำว่าเป็นกบฏจนต้องถูกกำจัดไป
*  หลังจากนั้นวุยก๊กก็ตกอยู่ในมือของตระกูลสุมา  แม้สุมาอี้เสียชีวิตไปแล้ว บุตรชายทั้งสองคือ สุมาสู และ สุมาเจียว ต่างก็สืบทอดอำนาจต่อไป  ในที่สุดพระเจ้าโจฮวนสละราชสมบัติให้กับสุมาเอี๋ยน ลูกชายสุมาเจียว  สุมาเอี๋ยนจึงตั้งตนเป็นฮ่องเต้ สถาปนาราชวงศ์จิ้นขึ้น  แต่ในที่สุดราชวงศ์จิ้นที่ลุ่มหลงในความฟุ้งเฟ้อก็ล่มสลายอย่างรวดเร็ว
=เนื้อหาของเล่ม 15 สามก๊กรวมเป็นหนึ่ง=
*  ขงเบ้งบุกไปถึงที่ราบอู้จ้าง และเสียชีวิตระหว่างทำสงครามที่นั่น
*  พระเจ้าโจยอยสวรรคต โจฮองขึ้นครองราชย์  โดยมีสุมาอี้กับโจซองเป็นผู้ช่วยว่าราชการ
*  สุมาอี้รวบรวมกองทหารสังหารพรรคพวกของโจซอง
*  สุมาอี้เสียชีวิต  สุมาสูสืบทอดอำนาจ
*  พระเจ้าซุนกวนสวรรคต ซุนเหลียงขึ้นครองราชบัลลังก์แทน
*  พระเจ้าโจฮองถูกปลดออกจากราชบัลลังก์ โจมอขึ้นครองราชย์แทน  โจมอจะไปกำจัดสุมาเจียวแต่ถูกสังหาร  โจฮวนขึ้นครองราชย์แทน
*  พระเจ้าเล่าเสี้ยนยอมจำนนต่อวุยก๊ก จ๊กก๊กล่มสลาย
*  พระเจ้าโจฮวนสละบัลลังก์ให้สุมาเอี๋ยน วุยก๊กล่มสลาย สุมาเอี๋ยนสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ก่อตั้งราชวงศ์จิ้น
*  ซุนโฮ ฮ่องเต้ของง่อก๊กเข้าสวามิภักิ์ต่อราชวงศ์จิ้น ง่อก๊กล่มสลาย สุมาเอี๋ยนรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว
หนังสือชื่อ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 15” โดย Hwang Sok-yong ภาพโดย Lee Chung-Ho  แปลโดย กนกวรรณ สาโรจน์ การ์ตูนความรู้นานมีบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 9 พฤษภาคม 2558 200 หน้า ราคา 185 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “สามก๊ก ฉบับการ์ตูน เล่ม 15 สามก๊กรวมเป็นหนึ่ง” ได้ที่ https://goo.gl/hzTzrJ

อยากอ่านประวัติอย่างย่อและข้อธรรมของหลวงปู่จวนไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 367 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “หลวงปู่จวน” ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือขนาดย่อมเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุดสุดยอดสงฆ์ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  ในเล่มมีทั้งประวัติหลวงปู่จวนอย่างย่อ ตลอดจนหลักธรรมคำสอนของท่าน
นอกจากคำสอนของหลวงปู่จวนโดยตรงแล้ว  ผู้เรียบเรียงยังเสริมเนื้อหาด้วยการสอดแทรกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของหลวงปู่จวนในแต่ละช่วงอีกด้วย
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  เด็กชายจวนเกิดในครอบครัวชาวนาในปีพ.ศ. 2463 เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย มีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไม่รังแกสัตว์ ไม่หยิบจับข้าวของคนอื่นมาเป็นของตน  รักความถูกต้องยุติธรรม  เป็นที่รักของพ่อแม่
*  ครั้งหนึ่งเด็กชายจวนเห็นวัตรปฏิบัติของพระธุดงค์ที่มาปักกลดอยู่ข้างบ้าน  จึงเกิดความเลื่อมใสและเริ่มคิดว่า “วันหน้าเราจะบวชเป็นพระธุดงค์บ้าง”
*  หลังจากนายจวนได้บวชเป็นพระในสายธรรมยุติกนิกายแล้วก็ทุ่มเทพากเพียรเดินจงกรมนั่งสมาธิฉันน้อย นอนน้อย  บางครั้งก็อดทั้งอาหารและอดนอน  และมีจริตชอบพิจารณาอสุภกัมมัฏฐาน
*  ท่านเคยอธิษฐานจิตว่าถ้ายังมีบุญวาสนาในเพศพรหมจรรย์ต่อไปและมีโอกาสได้บรรลุธรรมแล้วก็ขอให้ได้มีนิมิตเห็นพระอาจารย์มั่นและให้ได้ไปกราบหรือสนทนาธรรม  และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ คือ ได้เห็นทั้งนิมิตและได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์มั่น
*  พระอาจารย์มั่นเคยแนะนำพระจวนว่า “…การภาวนาให้พิจารณากายส่วนใดส่วนหนึ่งให้ถูกกับจริต  ถ้าจิตไม่สงบ ฟุ้งซ่าน ให้น้อมนึกด้วยความมีสติแล้วภาวนาว่า พุทโธ  เมื่อจิตสงบให้พิจารณาตนเองต่อ  เมื่อจิตร่วมก็ให้มีสติรู้ว่าจิตรวม อย่าบังคับให้จิตรวม อย่าถอนจิตที่รวมจนกว่าจิตจะถอนออกเอง”
“…ส่วนนิมิตที่เกิดขึ้นให้น้อมพิจารณาเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่าพลั้งเผลอ…”
*  หลวงปู่จวนได้ธุดงค์ไปหลายที่และได้มีส่วนช่วยชาวบ้านพัฒนาท้องถิ่นให้ทำมาหากินได้ มีแหล่งน้ำใช้  ท้ายสุดได้ไปพัฒนาบริเวณภูทอกจนเป็นวัดของท่าน  และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมากราบนมัสการท่านหลายครั้ง
*  (กล่าวถึงปัจจัยที่ในหลวงถวายท่าน และท่านนำไปสร้างอ่างเก็บน้ำให้ชาวบ้านทั้งหมด)  “…เงินของท่าน (ในหลวง) ก็ทำบุญให้ท่าน  ความจริงแผ่นดินนี้เป็นของท่าน ราษฎรก็ของท่าน  ก็เอาเงินของท่านทำให้แผ่นดินของท่าน ทำให้ราษฎรของท่าน
*  ครั้งสุดท้ายหลวงปู่จวนได้รับนิมนต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมกับพระสุปฏิปันโนอีก 4 รูป เดินทางเข้ากรุงเทพ  แต่เครื่องบินโดยสารตกและมรณภาพทุกรูป
*  แม้ในวินาทีสุดท้ายหลวงปู่ก็ได้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเก็บรักษาเอกสารราชการลับสุดยอดเอาไว้ในบาตรของท่านและปิดฝาบาตรอย่างแน่นหนาจนกระทั่งทีมของทางราชการไปหาเจอและต้องงัดฝาบาตรออก  (รายละเอียดเรื่องมหัศจรรย์นี้สามารถอ่านได้ในเล่ม)
=โอวาทธรรมหลวงปู่จวน=
*  “…กัมมัฏฐานเปรียบเหมือนกับยาโอสถขนานเอก  เราต้องเป็นหมอฉลาด  หมอฉลาดคือสติปัญญา นี่แหละหมอใหญ่  ถ้าเราขาดสติ เราก็ไม่มีหมอรักษาตนเท่านั้น  โรคอะไรเกิดขึ้นเราก็ไม่รู้…”
*  “…คนเราเกิดมาต้องรู้จักทำประโยชน์  ถ้าไม่ทำประโยชน์ก็ไม่ใช่มนุษย์  เขาเรียกว่า หมานุษย์  พระพุทธองค์ท่านสอนมนุษย์ให้ทำประโยชน์ทั้ง 3 ประการ คือ ประโยชน์ปัจจุบัน  (ทำแก่โลก ญาติ และตน) ประโยชน์ภายภาคหน้า (คือชาติหน้า ให้ได้ไปสุคติ) และประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน…”
“…ตัณหาสุดลึกล้น         พรรณา
ศีล สมาธิ ปัญญา           หยั่งได้
ทิฏฐิสูงอาจวิจารณ์          กำหนด
จิตมนุษย์เลิศล้ำไซร้         สุดที่ นิพพาน…”
หนังสือชื่อ “หลวงปู่จวน” โดย นภ วีระพงษ์  สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  กันยายน 2558  157 หน้า ราคา 159 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “หลวงปู่จวน” ได้ที่ https://goo.gl/21JBY3

สนใจเรื่องการฝึกสมองแนว NLP?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 366 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “สำเร็จไว ถ้าใช้สมองเป็น”



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนะนำวิธีการฝึกสมองด้วยศาสตร์ที่เรียกว่า “โปรแกรมภาษาสมอง” หรือ NLP (Neuro Linguistic Programming) ค่ะ
ในเล่ม ผู้เขียนได้อธิบายถึงการทำงานของสมองอย่างคร่าว ๆ และแนะนำวิธีทำเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ให้สำเร็จได้โดยอาศัยกลไกการทำงานของสมองและ “กฎของแรงดึงดูด” มาช่วย
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไรและนึกถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่ตลอดเวลา  ในขณะที่คนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จจะคิดตรงข้าม คือนึกถึงสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการตลอดเวลา เช่น หนี้สิน ความล้มเหลว การทรยศหักหลัง การนอกใจ ความอ้วน และ ความกลัว เป็นต้น
*  คนที่จะประสบความสำเร็จต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่า อะไรที่เป็นอุปสรรคอยู่ในขณะนี้  รู้จักตั้งคำถามตนเองว่าเราจะเปลี่ยนชีวิตตนเองได้อย่างไร  และจะต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง
*  อุปสรรคที่ฉุดรั้งความสำเร็จคือ 1) ไม่ชัดเจนในสิ่งที่ตนอยากได้  2) ไม่มีแผนการสู่ความสำเร็จ  3) มีความขัดแย้งภายในตนเอง  4) มีข้อจำกัดในการตัดสินใจ (เช่น มีอารมณ์ลบ ความคิดลบ หรือความเชื่อที่จำกัดตนเอง)  5) ติดอยู่ในโซนขี้เกียจ
*  สมองเก็บข้อมูลผ่านประสาททั้ง 5  นอกจากนี้ภาษาพูดของคนเราก็ส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับคำ ๆ นั้น  คนที่นึกคำว่า “งาน” จะนึกถึงการทำงานดึก เจ้านายต่อว่า  ให้เปลี่ยนความคิดเป็น “งาน” เท่ากับ “เงินที่เข้ามาทุกเดือน” หรือ “เจ้านายที่หวังดีกับเรา” แทน
*  สมองคือแหล่งเก็บข้อมูลขนาดใหญ่  แต่เนื่องจากมีข้อมูลไหลเข้ามาในสมองมากมายในแต่ละวินาที  สมองจึงต้องเลือกจำเฉพาะส่วนที่สำคัญและลบที่เหลือทิ้งไป  ใช้วิธีการ “เหมารวม” ข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อนเพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น  และการ “เหมารวม” ข้อมูลนี้เองจะสร้างรูปแบบความเชื่อในสมองของคุณ
*  สมองมีเรดาร์  คุณเชื่ออย่างไร คุณก็จะเห็นอย่างนั้น
*  สมองจะประเมินความหมายในทุกเหตุการณ์และเราเลือกได้ว่าจะให้ความหมายมันอย่างไร  โดยมี “ความเจ็บปวด” และ “ความพึงพอใจ” เป็นแรงขับ
*  ประสบการณ์ในอดีตทั้งหมดมีส่วนสรรสร้าง “แผนที่สมอง”  ซ่งประกอบไปด้วยความเชื่อ คุณค่าที่เรายึดถือ ทัศนคติของเราต่อสิ่งต่าง ๆ ลักษณะเฉพาะของตัวเราเอง และภาษา
*  ความคิดส่งผลต่ออารมณ์  อารมณ์ส่งผลต่อการกระทำ  การกระทำส่งผลต่อความสำเร็จ
*  คุณคิดและเห็นเช่นไร คุณก็จะได้และเห็นเช่นนั้น  ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องคิดเหมือนคนที่ประสบความสำเร็จ
*  หลักการตั้งเป้าหมายที่ดี คือ  1) เฉพาะเจาะจง  2) วัดผลได้  3) พอเป็นไปได้  4) มีความสำคัญหรือเกี่ยวข้องต่อตัวเราจริง ๆ  5) มีระยะเวลาที่ชัดเจน  และควรย่อยเป้าหมายให้สามารถประสบความสำเร็จได้ทีละเล็กน้อยในระยะเวลาอันสั้นเพื่อรักษาแรงจูงใจเอาไว้
*  ควรใช้คำเชิงบวกตั้งเป้าหมาย  เช่น  แทนที่จะตั้งเป้าว่า “จะลดความอ้วน 10 กิโลฯ”  ให้เปลี่ยนเป็น “ฉันจะมีน้ำหนัก … กิโล ภายในปีนี้”  นอกจากนี้ควรลงมือทำตามเป้าหมายทันทีและพยายามใส่ความสนุกเข้าไปในสิ่งที่ต้องทำเพื่อไปถึงเป้าหมาย
=ความเห็นส่วนตัวผู้วิจารณ์=
NLP และ “กฎของแรงดึงดูด” เป็นศาสตร์ที่นักวิชาการหลายคนยังมองว่าเป็น pseudoscience  หรือการสรุปผลที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์หรือความจริง
ส่วนตัวนั้นผู้วิจารณ์คิดว่า เคล็ดลับความสำเร็จที่ทนทานต่อการพิสูจน์มามากกว่า 2,500 ปีก็คือ หลักอิทธิบาท 4  ที่นำด้วยฉันทะซึ่งตั้งอยู่บนฐานของสติและปัญญา  ในขณะที่ทุกครั้งที่ผู้วิจารณ์อ่านเรื่องของ NLP หรือกฎของแรงดึงดูดจะรู้สึกว่าตั้งอยู่บนฐานของกิเลสคือตัณหาหรือความทะยานอยาก
หนังสือชื่อ “สำเร็จไว ถ้าใช้สมองเป็น” โดย ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล บริษัท วิช กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด กันยายน 2558 ราคา 195 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “สำเร็จไว ถ้าใช้สมองเป็น” ทั้งแบบรูปเล่มและรูปแบบ e-book ได้ที่ https://goo.gl/1RizfW

ท่านพุทธทาสเทศน์เรื่องสังขารไว้ว่าอย่างไรบ้าง?



คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 360 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง”



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มบางเฉียบแต่อัดแน่นไปด้วยสาระดี ๆ นี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์หนังสือชุด “พุทธทาส ๑๐๐ ปี หนังสือดี ๑๐๐ เล่ม” ซึ่งเป็นการคัดธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุ 1 เรื่องมาจัดพิมพ์ขึ้น 1 เล่ม
เล่มนี้เป็นธรรมบรรยายท่านพุทธทาสแสดงไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2525
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*   การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่งนี้มีบาลีว่า “สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา”  การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง คือ “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ”
*  พอเป็นภาษาไทย คนมักเข้าใจว่า สังขาร หมายถึงเฉพาะร่างกาย  ความจริงสังขารแปลว่า การปรุง ของปรุง สิ่งปรุง สิ่งถูกปรุง
*  ในงานศพที่พระสวด อนิจฺจา วต สังฺขารา นั้น แปลว่า ของที่ถูกปรุงทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ  อุปฺปาทวยธมฺมิโน แปลว่า มีธรรมดาเกิดแล้วเปลี่ยน  อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ  แปลว่า เกิดขึ้นแล้วดับไป  เตสํ วูปสโม สุโข แปลว่า ความระงับเสียซึ่งสังขารคือการปรุงนั้นเป็นสุข
*  เมื่อจิตว่างจากการปรุง จิตจะสบายอย่างยิ่ง ซึ่งมีลักษณะเดียวกับนิพพานสำหรับพระอรหันต์  ส่วนเรานั้นมันหยุดปรุงหรือดับชั่วคราว ชั่วขณะ  พระอรหันต์นั้นท่านหยุดปรุง หรือดับตลอดไป
*  ขอให้สังเกตุดูว่าวันหนึ่ง ๆ เมื่อไรมีการปรุง เมื่อนั้นก็จะต้องมีความทุกข์  เมื่อใดหยุดปรุงเมื่อนั้นจิตจะโปร่งสงบเย็นสบาย  ไม่มีอะไรกระตุ้น นี่จะเป็นสุข
*  พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานกลางดิน ใต้ต้นไม้  ฉะนั้นชีวิตกลางดินใต้ต้นไปเป็นชีวิตแบบพระพุทธเจ้า  ถ้าเรามานั่งกันอย่างนี้ในธรรมชาติ (สวนโมกข์) ธรรมชาติมันช่วยให้หยุดปรุง
*  เราเรียนธรรมะไปทำไมกัน?  มีจุดสูงสุดอยู่ที่ไหน?  เรียนธรรมะก็เพื่อจุดสูงสุดที่ดับเย็น คือ นิพพาน
*  เราจะต้องศึกษาธรรมะจากของจริงเสมอไป  ไม่ใช่จากการฟังแล้วก็จดไว้ในสมุด  นี้ยังไม่ใช่การศึกษา  เป็นเพียงอุปกรณ์ของการศึกษา  ต้องทำความรู้สึกหรือทำการปฏิบัติให้ถูกต้องในชีวิตประจำวัน (คือการเจริญสติ)
*  พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า จุดเริ่มต้นของพรหมจรรย์ หรือ การศึกษาและการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นั้น ตั้งต้นที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
*  ถ้าจะเรียนพุทธศาสนา ก็ไปเรียนที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่ามาตั้งต้นเรียนที่พุทธประวัติ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือศีล 5 แล้วท่องอย่างนกแก้วนกขุนทองเลย    นี่เรียนจนตายก็ไม่ถึงตัวพุทธศาสนา
*  เมื่อมีสิ่งมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น ถ้าตามธรรมชาติมันจะปรุง  เราก็ใช้สติปัญญาของเรา ควบคุมไว้ไม่ให้ปรุง  มันก็ไม่เป็นทุกข์  เราจึงต้องมีสติ คอยควบคุม อย่าให้เกิดเป็นการปรุงขึ้นมา  ให้หยุดเย็นอยู่ดังเดิม ก็จะมีความสุข
*  เมื่อไม่ปรุงมันก็เย็นอยู่  ที่เย็นนี้ ไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้  เย็นนี้คืออารมณ์ที่ดี ที่สบาย ที่เป็นสุข คิดนึกอะไรได้  ทำอะไรก็ทำได้ดีกว่า  ฉะนั้นสังเกตุดูง่าย ๆ ว่า  เมื่อใดเรามีอารมณ์ดี มีใจคอปกติ เมื่อนั้นเราจะทำอะไรได้ดีกว่าเวลาที่เรากำลังมีจิตใจหงุดหงิดฟุ้งซ่าน
หนังสือชื่อ “การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง” โดย พุทธทาสภิกขุ  สำนักพิมพ์สุขภาพใจ  สิงหาคม 2553  80 หน้า ราคา 35 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง” ได้ที่ https://goo.gl/T6jH11