แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Gomdori co. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Gomdori co. แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

มีลูกหลานสนใจเรียนหมอ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 260 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดในร่างกายมนุษย์ 3”  ค่ะ


=ภาพรวม=

หนังสือการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่มีการสลับฉากเป็นระยะ ๆ ด้วยบทความสั้น ๆ และภาพกราฟฟิกสีสดใสนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์การ์ตูน “เอาชีวิตรอดใน…” จากประเทศเกาหลีค่ะ
ในเล่มเป็นเรื่องราวต่อจาก 2 ตอนที่แล้วที่เด็กชายจีโอและดร.จิมที่นั่งยานสำรวจย่อส่วนด้วยรังสีแล้วเกิดอุบัติเหตุหลุดเข้าปากของเด็กหญิงฟีฟี้ไปพร้อมกับขนมที่เธอทาน  หลังจากได้เดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารของเด็กหญิงฟีฟี้แล้วยานสำรวจก็ถูกดูดเข้าไปในระบบเลือด
เนื้อหาของเล่มนี้ยานสำรวจย่อส่วนจะเข้าไปในสมองและระบบประสาท  แถมไปเจอเนื้องอกในสมองของเด็กหญิงฟีฟี้ด้วย!  ดร.จิมจะช่วยเธอได้หรือไม่?  ด้วยวิธีใด?
ต้องชื่นชมความรู้และความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียนที่สามารถ “สอนวิทยาศาสตร์” ผ่านเรื่องราว “การผจญภัย” ของยานสำรวจจิ๋วภายในร่างกายได้อย่างสนุกและน่าติดตามค่ะ
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  สมองเป็นระบบประสาทส่วนกลางในร่างกายร่วมกับไขสันหลัง  สมองมนุษย์มีน้ำหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัม  ประกอบด้วยเซลล์ประสาทมากกว่า 90% ของเซลล์ประสาททั้งหมดในร่างกาย
*  สมองของเรามี 3 ส่วน  เซรีบรัมเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด ทำงานที่ซับซ้อน  เซรีเบลลัมอยู่ด้านหลัง ขนาดเล็กเท่าลูกกอล์ฟ ช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวและควบคุมการทรงตัว
ส่วนก้านสมองมีรูปร่างเหมือนไม้เท้า  เป็นทางผ่านของกระแสประสาท  ช่วยควบคุมการทำงานพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจ ความดันเลือด
*  สมองเป็นอวัยวะที่บอบบางมาก  เพียงแค่เอานิ้วแตะสมองก็เสียหายได้  ดังนั้นสมองจึงต้องมีการป้องกันจากกระโหลกศีรษะ น้ำเลี้ยงสมอง ไขสันหลัง และเยื่อหุ้มสมอง
*  เมื่อศีรษะกระแทก  ประสาทการมองเห็นก็ได้รับการกระตุ้นจากแรงกระแทก  ทำให้กระแสประสาทที่ส่งไปยังสมองผิดปกติ  ทำให้เราเห็นสิ่งที่คล้ายดาวที่จอตา
*  เนื้องอกและมะเร็งแตกต่างกัน  เนื้องอกคือเนื้อเยื่อที่โตขึ้นอย่างผิดปกติในร่างกายของเรา  บื่งออกเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ใช่เนื้อร้าย
*  เนื้องอกที่ไม่ใช่เนื้อร้ายจะโตช้าและไม่แพร่กระจาย  แต่เนื้อร้ายจะโตเร็วและแพร่กระจายไปบริเวณโดยรอบ  มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็ง  ทำให้อันตรายถึงชีวิต
*  นักกีฬาเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าคนปกติเพราะเซรีเบลลัมพัฒนามาก เนื่องจากได้รับการฝึกฝนมาเป็นเวลานานนั่นเอง
*  สมองเชื่อมทุกส่วนของร่างกายเราผ่านเส้นประสาทสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง  ดังนั้นข้อมูลจากร่างกายที่ไปยังสมองจะต้องผ่านไขสันหลัง  จากนั้นสมองจะวิเคราะห์และสรุปเป็นคำสั่งลงมาที่อวัยวะต่าง ๆ ผ่านทางไขสันหลังอีกเช่นเดียวกัน
*  ไม่ว่ามนุษย์จะหายใจ ฟัง พูด หรือเคลื่อนไหวด้วยท่าทางต่าง ๆ ล้วนมาจากคำสั่งของสมองทั้งนั้น
*  สมองมีน้ำหนักเพียงประมาณ 2% ของน้ำหนักตัว  แต่กลับต้องใช้ปริมาณออกซิเจนที่ร่างกายรับเข้าไปถึง 20-25%  หากสมองขาดเลือดทำให้ไม่มีออกซิเจนประมาณ 1 นาที จะส่งผลให้หมดสติ  แต่ถ้าสมองขาดเลือดนานกว่า 5 นาที เซลล์สมองจะเสียหายมาก
*  เมื่อคนพูดโกหก ต้องอาศัยจินตนาการและแต่งเรื่องขึ้นโดยใช้สมองซีกขวา  ดังนั้นเมื่อสมองซีกขวาที่ควบคุมร่างกายซีกซ้ายทำงาน ตาเราจึงมองไปทางซ้ายโดยอัตโนมัตินั่นเอง
หนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดในร่างกายมนุษย์ 3” เขียนโดย Gomdori co. ภาพประกอบโดย Han Hyun-Dong แปลโดย วลี จิตจำรัสรัตน์   สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2554  176 หน้า  ราคา 148 บาท
——————————————————————-
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
(ที่มา: http://goo.gl/qH2arZ และ http://goo.gl/2Ue7S3)
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติค่ะ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “เอาชีวิตรอดในร่างกายมนุษย์ 3” ได้ที่ https://goo.gl/Cuj8PB

มีลูกหลานสนใจเรียนหมอ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 255 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดในร่างกายมนุษย์ 2”  ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่มีการสลับฉากเป็นระยะ ๆ ด้วยบทความสั้น ๆ และภาพกราฟฟิกสีสดใสนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์การ์ตูน “เอาชีวิตรอดใน…” จากประเทศเกาหลีค่ะ
ในเล่มเป็นเรื่องราวต่อจากตอนที่แล้วที่เด็กชายจีโอและดร.จิมที่นั่งยานสำรวจย่อส่วนด้วยรังสีแล้วเกิดอุบัติเหตุหลุดเข้าปากของเด็กหญิงฟีฟี้ไปพร้อมกับขนมที่เธอทาน
หลังจากได้เดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารของเด็กหญิงฟีฟี้ในเล่มที่แล้วยานสำรวจก็ถูกดูดเข้าไปในระบบเลือด  ซึ่งเป็นเนื้อหาของเล่มนี้ค่ะ
ดร.จิมจะใช้ความรู้ทางการแพทย์ขับยานลำนี้ผ่านกลไกต่าง ๆ ภายในร่างกายออกมาได้หรือไม่  ต้องติดตามลุ้นกันเองนะคะ
ต้องชื่นชมความรู้และความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียนที่สามารถ “สอนวิทยาศาสตร์” ผ่านเรื่องราว “การผจญภัย” ของยานสำรวจจิ๋วภายในร่างกายได้อย่างสนุกและน่าติดตามค่ะ
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  เลือดเป็นของเหลวที่สำคัญของร่างกาย  เลือดดีจะถูกสูบฉีดจากหัวใจ ผ่านหลอดเลือดแดง หลอดเลือดฝอยไปทุกส่วนของร่างกาย  เลือดเสียจะผ่านหลอดเลือดดำมาฟอกที่ปอด และหมุนเวียนมาที่หัวใจอีกครั้ง
*  หลอดเลือดในร่างกายของเรายาวรวมกันถึง 120,000 กิโลเมตรทีเดียว!
*  เลือดมีปริมาณถึง 7-8% ของน้ำหนักตัว  เลือดประกอบไปด้วยน้ำเลือด (น้ำเหลืองหรือพลาสมา) 55% และเซลล์เม็ดเลือดอีก 45%
*  เลือดไม่ได้มีหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจนเท่านั้น  แต่ยังลำเลียงโปรตีนที่ควบคุมสมดุลน้ำ ฮอร์โมน เอนไซม์ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย
*  เมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย  เม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่ป้องกันร่างกายโดยการทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนั้น  จึงเปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันโรคนั่นเอง
*  เลือดช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายตามสภาพแวดล้อมอีกด้วย  ถ้าอุณหภูมิโดยรอบสูง  ผิวหนังจะทำหน้าที่ระบายความร้อนออก  แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำ  เลือดจะทำหน้าที่รักษาอุณหภูมิของร่างกายเอาไว้
*  เมื่อร่างกายเกิดบาดแผล  เม็ดเลือดขาวจะไปรวมกันที่บริเวณนั้นและกำจัดเชื้อโรคที่เข้ามาทางบาดแผล
*  ถึงแม้ว่าเม็ดเลือดขาวจะชนะ  แต่ก็อาจจะตายไปพร้อมกับเชื้อโรคเนื่องจากพิษของเชื้อโรคหรือเม็ดเลือดขาวหมดอายุขัยพอดี  เมื่อเชื้อโรคและเม็ดเลือดขาวตายก็จะเกิดหนอง
*  เมื่อเกิดบาดแผลและมีเชื้อโรคบุกเข้ามา  เซลล์ที่อยู่บริเวณโดยรอบจะส่งสัญญาณไปเรียกเม็ดเลือดขาว
*  เมื่อเม็ดเลือดขาวได้รับสัญญาณก็จะไปรวมกันที่บาดแผล  ร่างกายจะขับสารฮิสทามีนออกมา  ทำให้หลอดเลือดฝอยที่อยู่รอบ ๆ บาดแผลขยายตัวเพื่อให้เม็ดเลือดขาวไปยังบาดแผลได้เร็วขึ้น
*  แต่ฮิสทามีนทำให้เกิดอาการแพ้  เราจึงรู้สึกคันบริเวณรอบ ๆ แผล  หลังจากนั้นแผลก็จะค่อย ๆ แห้งและหายเป็นปกติ
หนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดในร่างกายมนุษย์ 2” เขียนโดย Gomdori co. ภาพประกอบโดย Han Hyun-Dong แปลโดย วลี จิตจำรัสรัตน์   สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น พิมพ์ครั้งที่ 1 สิงหาคม 2554  176 หน้า  ราคา 148 บาท
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “เอาชีวิตรอดในร่างกายมนุษย์ 2”  ได้ที่ https://goo.gl/txJyUh

อยากอ่านการ์ตูนวิทยาศาสตร์แนวผจญภัยใต้ทะเลลึกไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 249 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดใต้ทะเลลึก”  ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่มีการสลับฉากเป็นระยะ ๆ ด้วยบทความสั้น ๆ และภาพถ่ายสีสดใสนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์การ์ตูน “เอาชีวิตรอดใน…” จากประเทศเกาหลีค่ะ
ในเล่มเป็นเรื่องราวของเด็กชายจีโอ เด็กหญิงฟีฟี้ และดร.ฮัน ผู้วางแผนจะลงไปสำรวจใต้ทะเลลึกด้วยเรือดำน้ำพิเศษโยงสายเคเบิ้ลไว้กับเรือสำรวจบนผิวน้ำ  เหตุการณ์พลิกผัสสายเคเบิ้ลขาด!  เรือดำน้ำกำลังจมลงใต้ทะเลลึกลงไปเรื่อย ๆ
พวกเขาจะพบกับอะไรใต้ท้องทะเลลึกกันบ้าง  และจะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เอาตัวรอดกลับมาได้อย่างไร  ต้องติดตามอ่านค่ะ
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  สิ่งมีชีวิตในทะเลเขตร้อนมีสีสันและลวดลายสวยงาม  แต่สัตว์พวกนี้ส่วนใหญ่มีพิษทั้งนั้น  ดังนั้นห้ามแตะต้องเด็ดขาด
*  การที่ปะการังแข็งและไม่ค่อยเคลื่อนไหวทำให้คนมักเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นพืช  แต่จริง ๆ แล้วปะการังเป็นสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย มีหนวด ปาก และช่องว่างกลางลำตัว เหมือนแมงกะพรุนและดอกไม้ทะเล
*  เคล็ดลับความปลอดภัยในการดำน้ำลึก  1) เตรียมพร้อมร่างกายด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  2) หมั่นตรวจอุปกรณ์ให้มั่นใจว่าอยู่ในสภาพปกติ  3) ไม่ควรดำน้ำตามลำพัง  4) หมั่นตรวจสอบปริมาณอากาศและความลึกของระดับน้ำอยู่เสมอ
5) หากดำน้ำลึกเป็นครั้งแรก  ต้องมีผู้เชี่ยวชาญพาไปด้วย  6) ก่อนขึ้นจากน้ำ  ให้อยู่ที่ระดับความลึก 5 ม. ประมาณ 4-6 นาที  7) หลังขึ้นจากน้ำแล้ว ให้ตรวจสอบอุปกรณ์และสภาพร่างกายของผู้ดำน้ำ
*  แรงดันน้ำจะเพิ่มขึ้นเมื่อความลึกเพิ่ม  โดยน้ำจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กก. ต่อความลึก 10 ม. ดังนั้นถ้าน้ำลึก 3,000 ม. น้ำจะมีน้ำหนักถึง 300 กก. ต่อพื้นที่ 1 ตร.ซม.
*  ทะเลที่ลึกกว่า 200 ม. แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย
*  มารีน สโนว์  ดูเหมือนหิมะ  แต่จริง ๆ คือซากแพลงก์ตอนที่ตกลงมาจากด้านบนของทะเล  เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเลน้ำลึก
*  ไม่นานมานี้มีผู้ขุดพบแก๊สธรรมชาติจากสิ่งที่มีลักษณะคล้ายก้อนน้ำแข็งใต้มหาสมุทรบริเวณขั้นโลกเหนือ เรียกว่า แก๊สไฮเดรต  นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะมีแก๊สนี้ใต้ทะเลลึกถึงประมาณ 10 ล้านล้านตัน  หากได้รับการพัฒนาก็จะเป็นแหล่งเชื้อเพลงในอนาคต
*  แต่ข้อเสียของแก๊สไฮเดรตคือก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก  นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามพัฒนาแสไฮเดรตอย่างรอบคอบให้เป็นพลังงานที่สะอาดมากที่สุด
*  สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้อยู่ในทะเลลึกอันมืดมิด  จึงมีอวัยวะที่สร้างแสงได้ด้วยปฏิกิริยาเคมี  บางชนิดก็ใช้แบคทีเรียช่วยสร้างแสงนี้ล่อเหยื่อ ใช้ป้องกันตัวเองและส่งสัญญาณ
*  ในปีค.ศ.1874 มีซากปลาหมึกยักษ์น้ำหนักตัวมากกว่า 1 ตัน ยาว 18 ม. ลอยมาติดชายฝั่งทะเลแคนาดา  แม้มันจะตัวใหญ่ขนาดนั้นก็ไม่ค่อยมีใครพบเห็นมันนักเพราะมันอาศัยอยู่ในทะเลลึกถึง 600-1,500 ม.
*  หมึกยักษ์เป็นสัตว์ที่มีดวงตาใหญ่ที่สุดในโลก  ตาของมันมีขนาดเท่ากับลูกบาสเกตบอล  เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30-40 ซม.
*  แหล่งอาหารที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึกอีกแหล่งหนึ่งคือซากปลาวาฬ  ปลาวาฬที่ตายจะตกลงไปบนพื้นทะเล  ถ้าปลาวาฬตัวหนึ่งตายลงจะสามารถเป็นเสบียงอาหารให้แก่สิ่งมีชีวิตในทะเลลึกที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้หลายปี
หนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดใต้ทะเลลึก” เขียนโดย Gomdori Co. ภาพประกอบโดย Han Hyun-Dong แปลโดย ศุภลักษณ์ อาศิรพจน์มนตรี  การ์ตูนความรู้นานมี ตุลาคม 2555  192 หน้า  ราคา 165 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
(ที่มา: http://goo.gl/qH2arZ และ http://goo.gl/2Ue7S3)
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติค่ะ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “เอาชีวิตรอดใต้ทะเลลึก”  ได้ที่ https://goo.gl/7atWcL

อยากอ่านเรื่องแนวผจญภัยที่มีข้อคิดสอนใจด้วยไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 239 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดในพิพิธภัณฑ์มหันตภัย 2”  ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือการ์ตูนที่สลับเป็นระยะ ๆ ด้วยบทความสั้น ๆ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องพร้อมภาพถ่ายจริงนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์การ์ตูนความรู้วิทยาศาสตร์  “เอาชีวิตรอดใน…(สถานที่ต่าง ๆ)” จากประเทศเกาหลีที่อ่านได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กประถมจนถึงผู้ใหญ่ค่ะ
เล่มนี้เป็นเรื่องราวของเด็ก ๆ 3 คน  ที่ไปชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแล้วอยู่ ๆ ก็พบว่าตนเองหลุดเข้าไปในสถานการณ์จำลองการกำเนิดของโลกไปจนถึงยุคไดโนเสาร์ ยุคการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ รู้จักสัตว์และพืชต่าง ๆ ตลอดปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ
ท่านจะสนุกไปกับการที่เด็ก ๆ ต้องประยุกต์ใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติเพื่อเอาตัวรอดจากการผจญภัยในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้  การดำเนินเรื่องน่าจะคล้ายภาพยนตร์ Night in the Museum นะคะ
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  ถ้าสิ่งมีชีวิตปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ก็จะสูญพันธุ์ เหมือนเช่นไดโนเสาร์
*  ในครั้งนั้นนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าอุกกาบาตพุ่งชนโลก  เกิดฝุ่นละอองบังแสงแดด  พืชจึงไม่เจริญเติบโต  ส่งผลให้ไดนาเสาร์ไม่มีอาหารกิน
*  ที่น่าตกใจคือการสูญพันธุ์ที่เกิดจากมนุษย์กลับรวดเร็วมากกว่าการสูญพันธุ์ที่เกิดจากธรรมชาติเป็นพันเท่า  แผ่นดินไหวอาจทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งสูญพันธุ์ภายใน 4 ปี  แต่มนุษย์อาจทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งสูญพันธุ์ไปได้ภายในวันเดียว
*  ธรรมชาติสำคญต่อสิ่งมีชีวิตมาก  เมื่อธรรมชาติธรรมชาติถูกทำลาย  สิ่งมีชีวิตก็จะสูญพันธุ์ ทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล
*  พืชจำพวกกระบองเพชรในพื้นที่แห้งแล้งจะพัฒนาลำต้นให้กักเก็บน้ำไว้  ถ้าเราตัดกระบองเพชรออกก็จะได้น้ำ  นอกจากนี้ถ้าเราเจาะรูเล็ก ๆ บนลำต้นของต้นเมเปิลญี่ปุ่นให้สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตรและเสียบใบไม้เข้าไปก็จะมีน้ำไหลออกมาให้กินได้
*  สิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกได้ก็เพราะมีพืช  พืชเป็นทั้งอาหารของสัตว์ ช่วยผลิตอ๊อกซิเจน  ไม้ก็นำมาสร้างบ้านได้  กระดาษ และเสื้อผ้าที่ทำจากฝ้ายก็ล้วนมาจากพืช  นอกจากนี้เมื่อเกิดน้ำท่วมต้นไม้จะดูดซึมน้ำและรักษาพื้นดินรอบ ๆ ด้วยรากที่หยั่งลึกลงไปในดิน  ช่วยป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติได้
*  บนโลกมีพืชมากกว่า 300,000 ชนิด  มีแมลงมากถึง 1.4-1.8 ล้านชนิด  แมลงอายุสั้นแต่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี
*  เกล็ดของสัตว์เลื้อยคลานช่วยรักษาความชื้น  มันจึงสามารถอาศัยอยู่ในที่แห้งแล้งอย่างทะเลทรายได้  แต่คนมักเอาหนังของสัตว์เลื้อยคลานไปทำรองเท้า กระเป๋า  สัตว์บางชนิดจึงใกล้สูญพันธุ์
*  งูอยู่ได้เป็นเดือน ๆ ทั้ง ๆ ที่กินอาหารเพียงครั้งเดียว
*  งูแมมบ้าดำมีพิษที่ร้ายแรงกว่าพิษของงูจงอางถึง 70 เท่า  อีกทั้งยังสามารถเลื้อยได้เร็วที่สุดในโลก  แต่กบลูกศรพิษมีพิษร้ายแรงกว่าพิษของงูแมมบ้าดำเสียอีก
*  แก๊สเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงรถยนต์และโรงงาน  มนุษย์เป็นผู้ทำให้แก๊สเรือนกระจำเพิ่มขึ้นตลอดเวลา โลกจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้น  สัตว์ที่ขั้วโลกเหนือและใต้อย่างหมีขั้วโลกและนกเพนกวินอาจสูญพันธุ์ได้เร็ว ๆ นี้
หนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดพิพิธภัณฑ์มหันตภัย 2” เขียนโดย Gomdori co. ภาพประกอบโดย Han Hyun-Dong แปลโดย ศุภลักษณ์ อาศิรพจน์มนตรี สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น กรกฎาคม 2556  208 หน้า  ราคา 165 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
(ที่มา: http://goo.gl/qH2arZ และ http://goo.gl/2Ue7S3)
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติค่ะ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “เอาชีวิตรอดในพิพิธภัณฑ์มหันตภัย 2” ได้ที่ https://goo.gl/Rr1HFR

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เป็นโรคทางเดินอาหาร? มีลูกหลานสนใจเรียนหมอ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 217 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดในร่างกายมนุษย์ 1”  ค่ะ




=ภาพรวม=
หนังสือการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่มีการสลับฉากเป็นระยะ ๆ ด้วยบทความสั้น ๆ และภาพกราฟฟิกสีสดใสนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์การ์ตูน “เอาชีวิตรอดใน…” จากประเทศเกาหลีค่ะ
ในเล่มเป็นเรื่องราวของเด็กชายจีโอและดร.จิมที่นั่งยานสำรวจย่อส่วนด้วยรังสีแล้วเกิดอุบัติเหตุหลุดเข้าปากของเด็กหญิงฟีฟี้ไปพร้อมกับขนมที่เธอทานค่ะ
ดร.จิมจะใช้ความรู้ทางการแพทย์เรื่องการทำงานของระบบทางเดินอาหารขับยานลำนี้ผ่านกลไกต่าง ๆ ภายในร่างกายออกมาทาง “ปลายทาง” ได้หรือไม่  ต้องติดตามลุ้นกันเองนะคะ
เป็นหนังสือที่มีประโยชน์  อ่านได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กประถมจนถึงผู้ใหญ่ค่ะ
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  ร่างกายของเราประกอบไปด้วยระบบต่าง ๆ มากมายที่ทำงานสัมพันธ์กัน  เช่น  ระบบย่อยอาหาร  ระบบหมุนเวียนเลือด และระบบประสาท
*  ระบบย่อยอาหารประกอบไปด้วย ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่  รวมทั้งอวัยวะที่ช่วยย่อยอาหาร ได้แก่ ตับและตับอ่อน
*  ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ย่อยสารอาหารให้มีขนาดเล็ก  ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่หลอดเลือด  รวมทั้งกำจัดของเสียออกจากร่างกาย
*  ฮิปโปคราตีสเป็นแพทย์สมัยกรีกโบราณเมื่อ 2,500 ปีก่อน  ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์
*  ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 2 ใน 3 ส่วน  น้ำมีหน้าที่สำคัญในการรักษาอุณหภูมิของร่างกาย  แต่เนื่องจากน้ำถูกขับออกจากร่างกายได้ง่าย  เราจึงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นประจำ  ประมาณ 1.5 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน
*  ลิ้นของเรามีตุ่มรับรสประมาณ 10,000 ตุ่ม  แต่ละตุ่มจะมีเซลล์รับรสอยู่ 60 เซลล์  ตุ่มรับรสหวานอยู่ปลายลิ้น  รสเปรี้ยวอยู่ 2 ข้างของลิ้น  รสขมอยู่โคนลิ้น และรสเค็มกระจายไปทั่วลิ้น
*  เมื่อคิดถึงอาหารรสเปรี้ยว  น้ำลายก็จะหลั่งออกมามากกว่าในเวลาปกติ 3-4 เท่า
*  เมื่อเราหายใจเข้า  อากาศจะผ่านจมูก หลอดลม เข้าสู่ปอด  แต่ขณะกลืนอาหารเราจะหายใจไม่ได้  เนื่องจากฝาปิดกล่องเสียงจะปิดลงมาเพื่อกันไม่ให้อาหารเข้าสู่หลอดลม  เพราะถ้าอาหารเข้าไปในหลอดลม เราอาจจะตายได้
*  ถ้าหากอาหารหลุดลอดไปหลอดลม  เราจะสำลักหรือไอโดยอัตโนมัติให้อาหารนั้นออกมา  เป็นการป้องกันไม่ให้อาหารเข้าไปกีดขวางทางเดินหายใจนั่นเอง
*  กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารเป็นส่วนที่อยู่ติดกับหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร  ถ้าหูรูดปิดไม่สนิท อาหารและกรดที่อยู่ในกระเพาะก็จะย้อนขึ้นมาผ่านหลอดอาหารไปจนถึงปาก ทำให้เรารู้สึกขม  กรดในกระเพาะนี้มีความเป็นกรดสูง สามารถทำให้หลอดอาหารอักเสบได้ เรียกว่า โรคกรดไหลย้อน
*  เพื่อหลีกเลี่ยงจากโรคนี้  เราจึงไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น  และหลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดทำงานได้น้อยลง เช่น อาหารที่มีคาเฟอีน อย่างเช่น น้ำอัดลม กาแฟ ช้อคโกแลต
*  องค์การอนามัยโลกประกาศให้แบคทีเรียที่ชื่อว่า เฮลิโคแบ็กเตอร์ ไพโลไร เป็นเชื้อโรคก่อมะเร็งอันดับ 1  สาเหตุของการติดเชื้ออาจมาจากเชื้อที่ปนเปื้อนในอาหาร
*  ปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารประมาณ 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร
หนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดในร่างกายมนุษย์ 1” เขียนโดย Gomdori co. ภาพประกอบโดย Han Hyun-Dong แปลโดย วลี จิตจำรัสรัตน์   สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น พิมพ์ครั้งที่ 1  มีนาคม 2554  176 หน้า  ราคา 148 บาท
——————————————————————
ขอเชิญติดตามหนังสือ “เอาชีวิตรอดในร่างกายมนุษย์ 1” ได้ที่ https://goo.gl/bn3Id6

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อยากเล่าเรื่อง “กำเนิดโลก” และ “ยุคไดโนเสาร์” แบบสนุก ๆ ให้ลุกหลานฟังไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 207 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดพิพิธภัณฑ์มหันตภัย 1”  ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือการ์ตูนที่สลับเป็นระยะๆด้วยบทความสั้นๆในหัวข้อที่เกี่ยวข้องพร้อมภาพถ่ายจริงนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์การ์ตูนความรู้วิทยาศาสตร์ “เอาชีวิตรอดใน…(สถานที่ต่าง ๆ)”จากประเทศเกาหลีที่อ่านได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กประถมจนถึงผู้ใหญ่ค่ะเล่มนี้เป็นเรื่องราวของเด็กๆ 3 คน ที่ไปชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแล้วอยู่ๆก็พบว่าตนเองหลุดเข้าไปในสถานการณ์จำลองการกำเนิดของโลกไปจนถึงยุคไดโนเสาร์ค่ะ
ท่านจะสนุกไปกับการที่เด็กๆต้องประยุกต์ใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติเพื่อเอาตัวรอดจากการผจญภัยในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (museum of natural history) เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์กับทั้งงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการสร้างจิตสำนึกให้มนุษย์รู้จักรักษาธรรมชาติมากขึ้น
*  โลกกำเนิดขึ้นเมื่อราว 4,600 ล้านปีมาแล้ว และเริ่มมีสิ่งมีชีวิตต่างๆอาศัยอยู่เมื่อ 3,600 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินพัฒนามาเป็นสิ่งมีชีวิตในยุคต่างๆเช่น ไดโนเสาร์ จนมาถึงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์
*  ซากดึกดำบรรพ์ หรือ ฟอสซิล หมายถึง ซากของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น ที่ถูกทับถมและฝังตัวอยู่ในชั้นหินตะกอนเป็นเวลานานสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมในอดีตและช่วยให้นักธรณีวิทยาคาดคะเนอายุของชั้นหินได้ด้วย
*  ถ้าซากดึกดำบรรพ์ได้รับความดันและความร้อนสูงเป็นเวลานานจะกลายเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่สำคัญ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ
*  ทฤษฎีกำเนิดจักรวาลที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันมากที่สุดคือ ทฤษฎีการระเบิดครั้งใหญ่ หรือ บิ๊กแบง ที่กล่าวว่า เมื่อ 15,000 ล้านปีก่อน วัตถุขนาดเล็กอัดกันแน่นจนร้อนและมีความหนาแน่นสูง ทำให้เกิดแรงระเบิดมหาศาล
*  การระเบิดดังกล่าวทำให้กลุ่มมวลสารถูกเหวี่ยงออกแล้วรวมตัวกัน เรียกว่า กาแล็กซี่ หรือ ดาราจักร กาแล็กซี่ที่เราอาศัยอยู่เรียกว่า กาแล็กซี่ทางช้างเผือก
*  ในช่วงมหายุคพาลีโอโซอิก หรือ 570 ล้านปี ถึง 225 ล้านปีก่อน เริ่มมีสิ่งมีชีวิตปรากฏขึ้นตั้งแต่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ปลา สัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก และสัตว์เลื้อยคลาน ในช่วงปลายยุคเริ่มปรากฏพืชจำพวกมอสส์และเฟิร์น รวมทั้งป่าไม้ขนาดใหญ่
*  มหายุคมีโซโซอิก หรือช่วง 225 ล้านปีถึง 65 ล้านปีก่อน เป็นยุคของไดโนเสาร์
*  ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ (T-Rex) เมื่อโตเต็มที่มีความยาวประมาณ 12-15 เมตรและหนักถึง 6 ตัน จัดว่ามีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับไดโนเสาร์กินเนื้อชนิดอื่น
*  ไดโนเสาร์ที่กินพืชจะมีโครงสร้างของร่างกายที่สามารถใช้ป้องกันตัวจากไดโนเสาร์กินเนื้อได้ เช่น หางที่แข็งแรง หนัก และแหลมคม หรือ เขาและนอคล้ายแรด
*  มีผู้ขุดพบซากดึกดำบรรพ์ของมนุษย์คนแรกที่เคยอาศัยอยู่ในแอฟริกาเมื่อประมาณ 4 ล้านปีก่อน ตอนแรกยังไม่ยอมรับว่าเป็นมนุษย์ และถูกเรียกว่า ลิงแห่งแอฟริกาใต้
*  โฮโม อีเร็กตัส หรือ มนุษย์ตัวตรง ปรากฏขึ้นเมื่อ 1.8 ล้านปีก่อน เริ่มใช้ภาษาสื่อสารได้ มีเครื่องมือเครื่องใช้มากขึ้น รู้จักใช้ไฟและป้องกันตัวจากสัตว์ใหญ่ได้
*  โฮโม เซเปียนส์ หมายถึง มนุษย์ที่มีสติปัญญา จัดเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ยุคปัจจุบัน เริ่มปรากฏบนโลกเมื่อประมาณ 400,000 ปีก่อน เริ่มทำเสื้อผ้าจากหนังสัตว์ ทำเครื่องมือที่ทันสมัยจากไม้และหิน อีกทั้งยังเริ่มมีวัฒนธรรมต่างๆเกิดขึ้นอีกด้วย
หนังสือชื่อ “เอาชีวิตรอดพิพิธภัณฑ์มหันตภัย 1” เขียนโดย Gomdori co. ภาพประกอบโดย Han Hyun-Dong แปลโดย ศุภลักษณ์ อาศิรพจน์มนตรี สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น มีนาคม 2556  208 หน้า  ราคา 165 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
(ที่มา: http://goo.gl/qH2arZ และ http://goo.gl/2Ue7S3)
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติค่ะ
มาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการมอบหนังสือเป็นของขวัญในทุกโอกาสนะคะ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “เอาชีวิตรอดพิพิธภัณฑ์มหันตภัย 1”  ได้ที่ https://goo.gl/b8D7S5

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

มาเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศสวีเดนผ่านการ์ตูนกัน


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 392 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในสวีเดน”



=ภาพรวม=

การ์ตูนซีรี่ส์ ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าจากเกาหลีนี้ เป็นซีรี่ส์การ์ตูนที่สอนประวัติศาสตร์ผ่านการผจญภัยของเด็กๆชาวเกาหลีในประเทศต่างๆ เล่มนี้เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศสวีเดนโดยมีการสอดแทรกบทความประกอบภาพเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมจากส่วนการ์ตูนด้วย

=น่าสนใจจากในเล่ม=

* สวีเดนเป็นประเทศในคาบสมุทรสแกนดิเนเวียหรือยุโรปเหนือ มีเนื้อที่เกือบเท่าไทย แต่มีประชากรเพียง 9.1 ล้านคน อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ ทำให้มีอากาศหนาวเย็น ในฤดูร้อนอาจเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน ที่พระอาทิตย์ไม่ตกดินในตอนกลางคืน
* สวีเดนถูกเรียกว่าดินแดนไวกิ้งพวกไวกิ้งอาศัยอยู่ในสวีเดนในช่วงยุคกลางช่วงศตวรรษที่ 9-10 เชี่ยวชาญการเดินเรือ ถูกมองว่าเป็นโจรป่าเถื่อนชอบปล้นสะดมและรุกรานอาณาจักรต่าง ๆ
* แต่ปัจจุบันไวกิ้งถูกมองในมุมที่ต่างออกไป พฤติกรรมของไวกิ้งทำให้เกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของชนชาติต่างๆ ในทวีปยุโรป ทั้งในแง่การสำรวจและการค้า ถือว่ามีส่วนสำคัญในการพัฒนาวัฒนธรรมต่างๆในยุโรป
* ปัจจุบัน สวีเดนนับเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ชาวสวีเดนพอใจในสวัสดิการที่ดีและยอมจ่ายภาษีที่สูงมากๆ นอกจากนี้สวีเดนยังขึ้นชื่อเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ลดการใช้น้ำมันและใช้สิ่งของที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
* หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีแรงงานอพยพและผู้ลี้ภัยเข้ามาจำนวนมาก จนปัจจุบันกลายเป็นประเทศหลากวัฒนธรรม มีชนชาติอื่นปะปนอยู่ประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด
* ไทยกับสวีเดนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2411
* สวีเดนเป็นประเทศที่วางระบบสวัสดิการสังคมรอบด้าน เพื่อให้ทุกคนไม่ต้องกังวลเรื่องการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานหรือเรื่องโรคภัยตลอดชีวิต ดังคำกล่าวว่า ดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย จึงนับเป็นรัฐสวัสดิการอันดับ 1 ของโลก
* เมื่อมีการคลอดบุตร พ่อแม่สามารถลาคลอดได้สูงสุดถึง 480 วันทั้งฝ่ายพ่อและแม่ต้องใช้วันลามากกว่า 60 วัน
* สตอกโฮล์ม เมืองหลวงของประเทศสวีเดน ประกอบด้วยเกาะ 14 เกาะ เป็นเมืองริมน้ำที่งดงามจนผู้คนยกให้เป็นเวนิสแห่งยุโรปเหมือ มีประวัติศาสตร์กว่า 750 ปีในศตวรรษที่ 17 เป็นศูนย์กลางของสแกนดิเนเวีย
* รางวัลโนเบลเป็นรางวัลระดับโลก ตั้งขึ้นโดยอัลเฟรด โนเบล นักเคมีชาวสวีเดน มี 6 สาขา คือ ฟิสิกส์ เคมี การแพทย์และสรีรวิทยา วรรณกรรม สันติภาพ และเศรษฐศาสตร์
* พระราชินีคริสตีนาของสวีเดนเกิดในยุคบาโรกช่วงศตวรรษที่ 17 พระนางทรงขึ้นครองราชย์เมื่ออายุ 6 ปี แม้จะครองราชย์ในช่วงสงครามแต่ทรงสนใจด้านการศึกษามากกว่า โดยจ้างศิลปินและนักวิชาการมาสอนถึงในวัง เดการ์ต นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสก็เป็นหนึ่งในนั้น พระนางสนใจศิลปะและมีของสะสมมาก
* หลังจากที่สวีเดนประสบกับวิกฤติการณ์น้ำมันโลกในช่วงปีค.ศ.1970 ก็พยายามหาพลังงานทดแทนน้ำมัน เดิมคิดใช้พลังงานนิวเคลียร์แต่ค่อยๆปิดโรงงานไปเนื่องจากความไม่ปลอดภัย ต่อมาได้ให้ความสนใจพลังงานชีวมวล พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลง พลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานลม
* จากระดับการพึ่งพาพลังงานน้ำมันที่เคยสูงถึง 70% ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 30% อีกทั้งรัฐบาลสวีเดนยังประกาศแผนการเป็นอิสระจากน้ำมันอย่างสิ้นเชิงในปีค.ศ. 2020 อีกด้วย
หนังสือชื่อ “ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในสวีเดน” โดย Gomdori co. ภาพประกอบโดย Kang Gyung-Hyo แปลโดย ภาสกร รัตนสุวรรณ การ์ตูนความรู้นานมีบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2556 200 หน้า ราคา 158 บาท
——————————————————————
คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ”นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ โดยผู้วิจารณ์เลือกอ่านเองโดยอิสระไม่ได้รับจ้างสำนักพิมพ์ใดมาเขียน
เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง และเพื่อเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ๆ ในการสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืน
——————————————————————-
เพื่อไม่ให้พลาดหนังสือการ์ตูนสาระดีๆแบบนี้เชิญติดตามได้ที่ https://goo.gl/BR4sg8