แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ว.วชิรเมธี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ว.วชิรเมธี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อยากมีชีวิตที่เบาสบายไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 176 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “หนักเป็นเบา เมื่อเราไม่แบก” ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้รวมบทความของท่านว.วชิรเมธีจากต่างที่ต่างวาระไว้ด้วยกันค่ะ
ในเล่มแบ่งเป็น 7 บท โดยแต่ละบทจะมีบทความสั้นๆย่อยลงไปในประเด็นของบทนั้นๆอีกที ประกอบไปด้วย  1) จงคิดอย่างแยบคาย ใช้ชีวิตอย่างแยบยล เป็นคนอย่างยอดเยี่ยม  2) ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว จงเติมความตั้งใจให้เต็มร้อย  3) อย่าแต่งงานกับคนที่ดูดี แต่จงแต่งงานกับคนดี  4) ความทุกข์เกิดขึ้นมาไม่ใช่เพื่อให้เราท้อ แต่เกิดขึ้นมาเพื่อให้เราก้าวต่อไปจนพบความสุข  5) ความเรียบง่ายเป็นพี่น้องกับความสุข  6) สรรพสิ่งคือของใช้ อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน  7) โลกก็เหมือนสะพาน เราแค่เดินผ่านแล้วก็จากไป
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผู้เขียนหนังสือ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในห้าของสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเธอคือคนที่ “จนมากที่สุดคนหนึ่งในเกาะอังกฤษ” (คำพูดของเธอเอง) เธอผ่านวันเวลาอันมืดมิดนั้นได้ด้วยความเชื่อมั่นว่า “สิ่งดีๆยังจะต้องมีมา”
*  บุคคลระดับโลกที่มี “ศิลปะในการเข้าไปนั่งอยู่ในใจคน” ล้วน  1) มองตนเป็นเพียงคนธรรมดาๆคนหนึ่ง  2) มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย  3) ใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นแก่ตัว น้อมตนลงรับใช้คนอื่น  4) มีวาทศิลป์ที่เป็นเลิศ
*  เคยมีคนไปกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอให้พระองค์ทรงงดการเสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรเพราะทรงพระชราภาพแล้วและต้องทรงตรากตรำ แต่ทรงปฏิเสธและตรัสว่าจะทรงเสด็จไปทำหน้าที่เช่นนี้จนกว่าจะทำไม่ไหว เพราะทรงสังเกตเห็นว่าบัณฑิตทั้งหลายมีความสุขที่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์พระองค์ท่าน ดังนั้น ปรัชญาในการทรงงานของพระองค์ก็คือ “งานของเราคือการทำให้เขามีความสุข”
*  เมื่อจิตรวมตัวจากการเจริญสมาธิ จะเกิดภาวะอย่างหนึ่ง คือ มุทุตา หรือ จิตนุ่มนวล จากนั้นก็จะ ลหุตา คือ เบาไปหมด ตามมาด้วย กัมมนียะ คือ ควรแก่การงาน หมายความว่า เอาจิตตัวนี้ไปคิดเรื่องใด ความคิดก็จะแล่นไปตลอดสาย คิดออก ไม่ติดขัด
*  ผู้ที่ต้องการทำงานบริการให้ดีที่สุดจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้ คือ  1) ใคร คือคนที่สำคัญที่สุด  2) อะไร คืองานที่สำคัญที่สุด และ  3) เวลาใด คือเวลาที่สำคัญที่สุด
*  คนที่สำคัญที่สุดคือ “คนที่อยู่ตรงหน้าเรา” คนเราโคจรกันมาพบกันชั่วคราวเท่านั้นในที่สุดก็ต้องจากกันไป เมื่อเราไปพบเจอใคร ควรสร้างความประทับใจที่ดีต่อกันเอาไว้ ดูแลโมงยามนั้นให้ดีที่สุด งดงามที่สุด
*  งานที่สำคัญที่สุด คือ “งานที่เราทำอยู่ในขณะนี้” จงใส่จิตใส่ใจลงไปให้เต็มร้อย เหมือนเวลาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ทุกครั้งไม่ว่าจะแสดงให้กับใครฟัง จะทรงแสดงอย่างเต็มศักยภาพ
*  เวลาที่สำคัญที่สุด คือ “เวลานี้” หรือเวลาที่เรากำลังนั่งหายใจอยู่ในขณะนี้ เพราะเป็นเวลาเดียวที่เราสามารถบริหารจัดการชีวิตของเราได้ ถ้าเราทำปัจจุบันดี เมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะกลายเป็นอดีตที่ดี และเมื่อเราสร้างเหตุในปัจจุบันดี  อนาคตของเราก็จะดีไปด้วย
*  ความทุกข์ทุกชนิดเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมันไม่แน่ มันไม่คงที่อยู่ตลอด สักวันมันก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไป ให้คอยลองสังเกตดู
*  ความสุขมี 3 ระดับ คือ 1) กามสุข  สุขจากการบำรุงบำเรอประสาทสัมผัสทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  2) นิรามิสสุข สุขที่เกิดจากการทำความดี ซึ่งสามารถทำให้ประณีตยิ่งๆขึ้นด้วยการเจริญสมาธิจนเกิดสภาวะปีติ และ
3) นิพพานสุข คือ สุขที่เกิดจากความสงบของกิเลส พัฒนาขึ้นได้ด้วยการเจริญสติ ทุกครั้งที่เราฝึกเจริญสติ ในขณะนั้นกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง เข้าแทรกไม่ได้ เป็น “นิพพานชั่วคราว” มนุษย์ทุกคนควรพัฒนาตนเองให้ก้าวขึ้นไปถึงความสุขขั้นสูงสุดนี้ให้ได้

หนังสือชื่อ “หนักเป็นเบา เมื่อเราไม่แบก” โดย ว.วชิรเมธี  สำนักพิมพ์สัปปายะ พับลิชชิ่ง จำกัด 2556   184 หน้า  ราคา 100 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กสิงคโปร์และเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติค่ะ
มาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการมอบหนังสือเป็นของขวัญในทุกโอกาสนะคะ
——————————————————————-
ขอเชิญท่านติดตามหนังสือ “หนักเป็นเบา เมื่อเราไม่แบก” ทั้งในแบบรูปเล่ม และ E-BOOK ได้ที่ https://goo.gl/KN6lPz

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อยากได้เคล็ดลับสู่ความสุขจากท่านว.วชิรเมธีไหมคะ?



คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 159 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข” โดยท่านว.วชิรเมธีค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือขนาดย่อมมีภาพประกอบสวยสดงดงามนี้เป็นการรวบรวมผลงานบางตอนของท่านว.วชิรเมธีที่ลงในนิตยสาร Secret มาจัดพิมพ์  หนังสือในชุดนี้มีอีกเล่มที่ทางคอลัมน์นี้ได้รีวิวไปแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือ “ความสุข หาให้ถูก สุขให้เป็น” ค่ะ ทั้งสองเล่มเป็นบทความสอนใจและให้สติในการดำเนินชีวิต  มีข้อคิดในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์นอกจากนี้ยังแนะนำวิธีสร้างความสุขจาก  1) การเลือกที่จะมองโลกและชีวิตในมุมบวก  2) การรับใช้เพื่อนมนุษย์  3) ความกตัญญูต่อบุพการีและสิ่งแวดล้อม  และ  4) การปลูกศีล สมาธิ ปัญญา ลงไปในใจค่ะ
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  สังคมไทยตอนนี้ชอบ “การแสดงความคิดเห็นโดยไม่หาความรู้ก่อน” เป็นอาการของสังคมที่กำลังป่วยไข้ทางปัญญา มีลักษณะคิดตื้น มองใกล้ ใจแคบ นิยมการแสดงความเห็นที่แฝงด้วยความเกลียดชัง
*  อย่าเขียนข้อความลงในโซเชียลมีเดียโดยขาดความยั้งคิด ถ้าเขียนอะไรไม่ดีมันก็จะกลับมาลดความน่าเชื่อถือของเรา ต้องมั่นใจจริงๆว่าสิ่งนั้นดีสำหรับตัวเอง ดีสำหรับเพื่อนมนุษย์ และดีสำหรับสังคม ถ้าไม่ก็อย่าเขียน อย่าไลค์ อย่าแชร์
*  ในรอบยี่สิบปีมานี้ ชาวตะวันตกสนใจการเจริญสติมาก ผู้ที่ผ่านคอร์สการภาวนาของผู้เขียนมักประกาศตัวเป็นพุทธศาสนิกชนเมื่อจบคอร์ส  น่าเสียดายที่ในเมืองไทยยังเต็มไปด้วยวัฒนธรรมของโลภ โกรธ หลง เป็นหลัก  ยังไม่มีวัฒนธรรมการเจริญสติ
*  พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอานุภาพของความคิดเอาไว้ว่า “จิตฺเตน นียติ โลโก โลก(ชีวิต)เป็นไปตามความคิด” แปลให้ร่วมสมัยก็คือ “เราจะพัฒนาไปอย่างที่เราคิด” ถ้าคิดบวก ชีวิตก็จะพบแต่สิ่งดีๆที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์ เป็นความสุขความสำเร็จ
*  มีตัวอย่างคนคิดบวกที่ประสบความสำเร็จหลายคน ผู้เขียนได้ยกเรื่องของโจโฉ พระปุณณะ องค์ทะไลลามะ และสตีฟ จ๊อบส์มาเล่าประกอบได้อย่างน่าสนใจ ประเด็นที่ทุกคนมีร่วมกันก็คือ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย คนที่รู้จักคิดบวกมักเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดีเสมอ
*  ในประเทศญี่ปุ่น การดื่มชาถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์เพราะดื่มอย่างมีสติ ไม่ใช่ดื่มไปคุยไป นาทีที่เขาดื่ม เหมือนโลกทั้งโลกมีแต่เพียงการดื่มเท่านั้น ผู้ดื่มก็ไม่มี ถ้วยชาก็ไม่มี มีแต่การตระหนักรู้ถึงน้ำชาที่กำลังไหลล่วงลงคอในขณะนั้น  ใครสามารถฝึกดื่มน้ำด้วยสติได้ทุกครั้งที่ดื่ม เพียงสองสามวันก็จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตนเอง
*  สาเหตุที่พระพุทธเจ้า พระเยซู ไอน์สไตน์ แม่ชีเทเรซา มหาตมะคานธี หรือองค์ทะไลลามะได้รับความรักความนับถือจากคนทั่วโลกก็เพราะบุคคลเหล่านี้ล้วน “เบิกบานกับการรับใช้เพื่อนมนุษย์” โดยถือหลัก “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์มาก่อนประโยชน์ส่วนตัว” นั่นเอง
*  เราแต่ละคนได้รับอะไรจากโลกมามากแล้ว ควรจะถามตัวเองว่า เราจะคืนให้กับโลกนี้ได้อย่างไร เราจะเป็นผู้ให้แก่สังคมอย่างไร อย่ารอให้ตัวเองพร้อมจึงจะเป็นผู้ให้  ควรจะให้เท่าที่เราทำได้ตั้งแต่วันนี้ เหมือนพระโพธิสัตว์ยินดีช่วยเหลือคนโดยไม่ต้องรอให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียก่อน
*  ทุกครั้งที่เราได้รับอะไรมาสักอย่างหนึ่ง เราควรถามตัวเองว่า เราจะคืนให้กับผู้ที่ให้เราได้อย่างไร
*  คนที่จะปฏิบัติธรรมทั้งหลายต้องหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธาลงไปก่อน เรียกว่า “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ ศรัทธาในพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เมื่อมีศรัทธาแล้ว ยากก็เป็นง่าย ลำบากก็สบาย ทุกข์ก็เป็นสุข
หนังสือชื่อ “เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข” โดย ว.วชิรเมธี  สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  พิมพ์ครั้งที่ 2 มีนาคม 2558  153 หน้า  ราคา 145 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กสิงคโปร์และเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติค่ะ
มาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการมอบหนังสือเป็นของขวัญในทุกโอกาสนะคะ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ “เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข” ได้ที่ https://goo.gl/tAHtQB

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความสุขที่แท้ หาได้อย่างไร?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 138 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “ความสุข หาให้ถูก สุขให้เป็น” โดยท่านว.วชิรเมธีค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมบทความของท่านว.วชิรเมธี 17 เรื่อง จากคอลัมน์ Spiritual Journey ในนิตยสาร Secret ขึ้นมาจัดพิมพ์ค่ะ โดยอีกเล่มในชุดเดียวกันชื่อ เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข นั้นผู้วิจารณ์ได้เข้าคิวไว้รอรีวิวแล้วค่ะ
ในเล่มเป็นบทความสอนใจและให้สติในการดำเนินชีวิต นำเสนอข้อคิดในการหาความสุข แนะนำการเผื่อแผ่ความสุขไปให้ผู้อื่นด้วยการให้ ปิดท้ายด้วยการสอนเจริญสติ สมาธิภาวนา และมรณานุสติค่ะ
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  “ความสุข” หมายถึง สภาวะที่ปลอดโปร่ง สดชื่นรื่นเย็น จิตสงัด “หาให้ถูก” หมายถึง ถูกทำนองคลองธรรม ถูกกฏความจริง “สุขให้เป็น” หมายถึง การเพียรพัฒนาตนให้ก้าวหน้าไปในความสุขชั้นสูง จนถึงสูงสุด คือ พระนิพพาน
*  ความสุขมีหลายระดับ  คือ  1) กามสุข สุขจากการตามสนองตัณหา  2) สมาธิสุข  สุขจากความสงบของจิต  3) นิพพานสุข สุขจากการเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง
*  พระพุทธองค์ทรงแนะนำวิธีที่สู่ความสุขไว้ว่า  1) อย่าเอาความทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์  2) แสวงหาความสุขที่ชอบธรรม  3) ในความสุขที่ชอบธรรมก็ไม่หลงติด และ  4) เพียรพัฒนาจิตให้ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป
*  คนที่ปฏิบัติต่อชีวิตไม่ถูก คอยแต่จะหาสารพิษ (สุรา ยาเสพติด การมากเรื่องในการกินอยู่ ในการเสพปัจจัย 4) คือ คนที่ “เอาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์”
*  ถ้าหาความสุขมาอย่างไม่ชอบธรรม ในบั้นปลายจะทุกข์เหมือนตายไปแล้วทั้งเป็น
*  สุขจากสมาธิเป็นสุขที่ประณีตขึ้นก็จริง และปราศจากเงื่อนไข นับว่าเป็นสุขที่สะอาดระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของมรรคผลนิพพาน ดังนั้นจึงไม่ควรหลงติด
*  ตราบใดที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งสุข คือ มรรค ผล นิพพาน  เรายังไม่ควรหยุดการพัฒนาตน
*  เราทุกคนสามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้ในชีวิตนี้ ขอเพียงมีจิตวิญญาณของพระโพธิสัตว์ คือ เห็นคนอื่นตกทุกข์ได้ยากแล้วอดรนทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือตามแต่ศักยภาพของตนเองจะทำได้
*  การอธิษฐานที่ถูกต้องเวลาให้ทานก็คือ ต้องอธิษฐานเพื่อให้พัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญา ขอให้ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีดวงตาเห็นธรรม ไม่ควรอธิษฐานด้วยความโลภอยากได้โภคทรัพย์
*  คนที่จะมีความสุขที่แท้จริงต้องรู้จักสมดุลงาน สมดุลชีวิต สตีพ จ็อบส์ เคยสารภาพถึงความผิดพลาดในเรื่องสุขภาพของตัวเองไว้ในหนังสือชีวประวัติว่า เขาคิดว่าเขาเริ่มเป็นมะเร็งในช่วงที่เขาบริหารทั้งแอปเปิลและพิกซาร์ไปพร้อมๆกัน ขับรถขึ้นล่องระหว่าง 2 บริษัทจนเป็นนิ่วในไตและโรคอื่นๆอีกมากมาย บางครั้งกลับถึงบ้านก็เหนื่อยจนพูดไม่ออก
*  คนเราย่อมมีข้อบกพร่องบ้าง แต่ดูดีๆจะพบว่ามีสิ่งดีๆอยู่มากกว่าหลายเท่า ถ้ามองเห็นข้อดีของตนแล้วก็จะสามารถอยู่กับตนเองได้อย่างสุขสงบปล่อยวาง และมีความสุขในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นด้วย
*  สงครามเริ่มต้นที่ใจ สันติภาพก็เริ่มที่ใจเช่นเดียวกัน ในพุทธศาสนามีวิธีสร้างสันติภาพโลกผ่าน “การเจริญสติ”
*  คนทุกวันนี้มัวแต่ทำกรมธรรม์ประกันชีวิต แต่ไม่สนใจการทำกรมธรรม์ประกันภพหน้า คือ สะสมกุศลผลบุญ  พอความตายวูบผ่านมา ก็กลัวจนลนลาน คนที่เจริญมรณัสสติอยู่เสมอ จะไม่กลัวความตาย แต่จะไม่ยึดติดสะสมทรัพย์สมบัติและใช้ทุกนาทีอย่างคุ้มค่าที่สุด
หนังสือชื่อ “ความสุข หาให้ถูก สุขให้เป็น” โดย ว.วชิรเมธี  สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ  มีนาคม 2558   143 หน้า ราคา 125 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กสิงคโปร์และเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติค่ะ
มาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการมอบหนังสือเป็นของขวัญในทุกโอกาสนะคะ
——————————————————————-
ขอเชิญติดตามหนังสือ“ความสุข หาให้ถูก สุขให้เป็น”ได้ที่ https://goo.gl/sBhv9Z

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

อยากได้นิทานธรรมะสนุก ๆ ไว้สอนลูกและสอนใจตนเองไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 104 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “นิทานล้านความดี” โดยท่านว.วชิรเมธีค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มกะทัดรัดพกพาสะดวก แถมราคาแสนถูก (59 บ.) นี้ เป็นการวมเรื่องเล่าสอนใจชวนให้คิดที่ท่านว.วชิรเมธีรวบรวมมาจากแหล่งต่าง ๆ มากมายค่ะ ไม่เพียงแต่มาจากพระไตรปิฎกเท่านั้น
ในคำนำนั้นท่านว.ให้ความรู้ว่า  กุศโลบายที่พระพุทธองค์ใช้สอนธรรมะนั้นมีถึง 9 รูปแบบ และการใช้นิทาน หรือ ชาดก ก็เป็นหนึ่งในรูปแบบนั้นค่ะ  โดยทรงแสดงไว้ถึง 550 เรื่องทีเดียว
ท่านว.มีวิธีการเล่าเรื่องด้วยลีลาที่สนุกสนาน  ปรับเรื่องให้มีความร่วมสมัย  หลายเรื่องสอดแทรกอารมณ์ขันจนต้องอมยิ้มหรือหัวเราะออกมาดัง ๆ  เหมาะทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ค่ะ
ในเล่มซึ่งมีทั้งหมด 27 เรื่องนั้นแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ค่ะ  1) ความคิดและสติปัญญา  2) สัจธรรมของชีวิต  3) กิเลสภายในใจ  4) ธรรมะเพื่องานและการคบมิตร  5) กตัญญูและเรียนรู้การให้  และ 6) ความสุขที่สร้างได้
=ตัวอย่างเรื่องย่อนิทาน เรื่อง “ไม่แน่” จากหมวด “สัจธรรมของชีวิต=
สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้มีชายหนุ่มคนหนึ่งอายุ 16 ปี อาศัยอยู่กับปู่ผู้อายุ 80 ปี  ทุก ๆ วันหลานจะพาม้าตัวโปรดออกไปกินหญ้า  ม้าตัวนี้เป็นม้าพันธุ์ดี วิ่งได้วันละพันลี้
วันหนึ่งหลานร้องไห้ฟูมฟายมาหาปู่  “ปู่ครับ ม้าผมหาย!”  “ใจเย็น ๆ หลานเอ๊ย มันไม่แน่”  ปู่ปลอบ
หลานร้องไห้กลับออกไป ในใจนึกโกรธปู่  “เราเสียใจแทบแย่ ปู่บอกไม่แน่คำเดียว ปู่ไม่มีหัวใจ”
สัปดาห์ต่อมา ม้าที่หายไปวิ่งกลับมาพร้อมกับม้าตัวเมีย  เด็กหนุ่มดีใจมาก วิ่งไปบอกปู่ว่า “ปู่ ๆ ม้ากลับมาแล้ว พาม้ามาอีกหนึ่ง เป็นม้าพันธุ์ดีด้วย!”
“ใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งดีใจ  มันไม่แน่”  ปู่บอก
หลานหัวเสีย “อะไร ๆ ก็บอกว่าไม่แน่  มีอะไรที่แน่สักอย่างไหมนะ”  ด้วยความดีใจที่ม้ากลับมา  เขากระโดดขึ้นควบม้า  ทันใดนั้นเองเขาลื่นตกลงมา ขาหัก คลานไปหาปู่
“ปู่  ผมไม่อยากอยู่เป็นคนแล้ว  ขาผมหัก  ชีวิตช่างแย่จริง ๆ”  เขาโอดครวญ
“ใจเย็น ๆ ลูก  มันก็ไม่แน่เหมือนกัน”  ปู่บอก
วันรุ่งขึ้นทหารของจิ๋นซีมาเคาะประตูหน้าบ้าน  “บ้านหลังนี้มีชายหนุ่มไหม  ไปเป็นทหารแนวหน้าเดี๋ยวนี้”
หลานเดินลากขาที่หักออกมา  พอทหารเห็นก็พูดว่า  “อ้าว..ขาหักอย่างนี้จะไปเป็นทหารได้อย่างไร”  เลยอนุโลมให้
พอทหารกลับไป  หลานคลานไปหาปู่  “ผมไม่ต้องไปเป็นทหารแล้ว  ดีใจมากเลยครับ”  ปู่หันมาบอกว่า “มันไม่แน่”
จะเห็นได้ว่า ชีวิตคนเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอน  ฉะนั้นดีที่สุดคือ อย่าเหลิง อย่าประมาท  ต่ำที่สุดก็อย่าสลด  เก็บไว้เป็นบทเรียน  ดำเนินชีวิตอยู่บนทางสายกลางและรู้เท่าทัน
หนังสือชื่อ “นิทานล้านความดี” โดย ว.วชิรเมธี  สำนักพิมพ์ปราณพับลิชชิ่ง  ธันวาคม 2557   160 หน้า ราคา 129 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กสิงคโปร์และเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติค่ะ
มาช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการมอบหนังสือเป็นของขวัญในทุกโอกาสนะคะ
——————————————————————-
กรุณากดติดตามหนังสือ”นิทานล้านความดี”ได้ที่ https://goo.gl/MmfelJ

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

ความสุขอยู่ที่นี่แล้ว ถ้าคุณรู้จักวิธีเข้าถึงมัน!


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 83 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือของท่านว.วชิรเมธี ชื่อ “ความสุขในกำมือ” ค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือขนาดพกพาสะดวกเล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน และเราจะพัฒนาให้มีขึ้นได้อย่างไร โดยแบ่งเป็น 4 ภาค คือ  1) บันไดแห่งความสุข  2) ทำงานอย่างมีความสุข  3) วิชาแห่งความสุข  และ 4) มองโลกเป็นสุข มองทุกข์เป็นครู ค่ะ
=น่าสนใจจากในเล่ม=
*  ทุกวันนี้ คนจำนวนมากพากันแสวงหาความสุขด้วยการสั่งสมทรัพย์สมบัติ ยศ อำนาจ บริวาร และชื่อเสียง  แต่จะมีสักกี่คนที่มีความสุขอย่างแท้จริงหลังจากได้ครอบครองสิ่งนั้น
*  ความสุขเป็นเรื่องง่ายๆ ธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวันที่มีอยู่ในตัวเราแล้วตลอดเวลา เพียงมองเข้าภายในให้เป็นก็จะหามันเจอ
*  อย่ากลัวทุกข์หรือปัญหา เมื่อมันเกิดขึ้นให้ถือมันเป็นครู ใครคิดได้อย่างนี้จะได้กำไรจากทุกๆเรื่อง
*  เมื่อเราเปลี่ยนข้างนอกไม่ได้ ก็เปลี่ยนข้างในใจเรา หากมีวิธีคิดที่ถูกต้อง เรื่องลบๆก็มองเป็นดีได้
*  วิธีมองแง่ดีในสิ่งที่ลบ เรียกว่า อุปปาทกมนสิการ แปลว่า การคิดให้เกิดกุศล  ภาษาคนรุ่นใหม่คือ การมองเชิงบวก
*  บันไดของความสุข 4 ขั้น คือ  1) อย่าเอาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ บริโภคปัจจัยสี่ด้วยปัญญา  2)  แสวงหาสุขที่ชอบธรรม  3)  แม้สุขที่ชอบธรรมก็อย่าไปยึดติด  4) พัฒนาจิตให้ประณีตยิ่งขึ้น
*  สติเป็นเครื่องมือในการฝึกจิตที่สำคัญ มนุษย์จะมีความสุขอย่างที่สุดต่อเมื่อได้รับการฝึกจิตอย่างถึงที่สุด จิตที่ไม่ได้ฝึกเป็นศัตรูที่แท้จริงของเรา
*  สุขที่แท้ ที่เป็นไท คือจิตใจที่เป็นอิสระจากการครอบงำของกิเลส อันได้แก่ นิพพานสุข  อยู่ที่ไหน ทำอะไร ก็จะสุขอยู่อย่างนั้น
*  มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุภาวะพระนิพพานในชีวิตนี้ ดังนั้นควรจะเพียรพัฒนาชีวิตให้ก้าวไปใกล้พระนิพพานให้มากขึ้นๆ
*  คุณสมบัติของคนที่จะทำงานอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ คือ  1) มีใจรัก  2) พากเพียรธรรม  3) จดจำจ่อจิต  และ  4) วินิจวิจัย
*  ฌ็อง-โดมินิค โบบี ชาวฝรั่งเศส เส้นเลือดในสมองแตกทำให้เป็นอัมพาต ขยับได้แต่เปลือกตาซ้าย  มีความเพียรอย่างที่สุดสามารถเขียนหนังสือจนได้รับการตีพิมพ์ 1 เล่ม ด้วยการให้คนอ่านตัวอักษรให้ฟังทีละตัว ถ้าจะเลือกตัวอักษรใดก็กระพริบตา 1 ครั้ง
*  คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนคิดเชิงสร้างสรรค์ทั้งสิ้น คนส่วนใหญ่ไม่กล้าคิดต่างเพราะกลัว จึงทำให้ยากที่จะประสบความสำเร็จ
*  พระพุทธองค์ตรัสว่า “จิตเตนะ นียะติ โลโก – โลกหมุนไปตามความคิด” เราคิดอย่างไร เราก็จะได้คุณภาพชีวิตอย่างนั้น
*  ความทุกข์นั้นขึ้นอยู่กับความเข้มข้นหรือเบาบางของอัตตา ใครที่ยึดมั่นถือมั่นในอัตตามากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยก็ทุกข์น้อย  ไม่ยึดเลยก็ไม่ทุกข์
*  คนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องโลกธรรม 8 จะทุกข์ทรมานกับเรื่องธรรมดาๆของชีวิต วิธีที่จะทำให้เข้าใจโลกธรรมและมีความสุขทางใจก็คือ การปฏิบัติธรรม
*  การปฏิบัติธรรมมี 3 แบบ  1) การทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด  2) การฝึกจิตตภาวนาด้วยการเจริญสติ  และ 3) เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นธรรมะ
*  คนจำนวนมากไม่สนใจธรรมะเพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์ หรือเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเรา แท้ที่จริงธรรมะคือศิลปะในการดำเนินชีวิต เป็นเรื่องของเราแท้ๆ
*  คนมีธรรมะพลิกทุกข์ให้เป็นสุขได้หมด นี่คือยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
หนังสือชื่อ “ความสุขในกำมือ” โดย ว.วชิรเมธี  สำนักพิมพ์ปราณพับลิชชิ่ง  พิมพ์ครั้งที่ 2  เมษายน 2557   144 หน้า ราคา 59 บาท
——————————————————————
เกร็ดน่ารู้:
*  เด็กสิงคโปร์และเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน
*  คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย
*  แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน
คอลัมน์  “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติค่ะ
——————————————————————-
เชิญติดตามหนังสือเล่มนี้ได้ที่ https://goo.gl/UjrjM5

วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

ถ้าต้องตายวันนี้ ท่านพร้อมไหมคะ?


คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 42 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “หนึ่งคนตาย ล้านคนตื่น” ของท่านว.วชิรเมธีค่ะ



=ภาพรวม=
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือ “ศิลปะการเตรียมตัวตายให้สบายอย่างพุทธ” ค่ะ เกิดขึ้นจากการรวบรวมธรรมบรรยายของท่านว.เรื่องความตาย มรณสติ และการเจริญสติค่ะ
ถ้าท่านเป็นแฟนพันธ์แท้หนังสือท่านว. ท่านอาจจะเคยผ่านตาเนื้อหาในบทแรก ๆ มาบ้างแล้วนะคะ ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการเจริญมรณสติในรูปแบบต่างๆความรู้จากงานศพ และเรื่องเล่าให้ข้อคิดเกี่ยวกับความตายของบุคคลต่างๆ ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาจนยุคปัจจุบันค่ะ
=ประเด็นน่าสนใจ=
* พระพุทธพจน์ — “รีบทำสิ่งที่ควรทำเสียแต่วันนี้ เพราะไม่มีใครหยั่งรู้ล่วงหน้าว่า ความตายอาจมาถึงในวันพรุ่งนี้”
* พระพุทธศาสนาสอนให้เราวางท่าทีต่อความตายในเชิงบวก และให้รู้จักเอาประโยชน์จากความตาย คือ รีบทำสิ่งที่ควรทำ อันได้แก่ 1) คุณงามความดี ดูแลบุคคลอันเป็นที่รัก และ 2) เจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน
* ท่านรู้จักปริศนาธรรมในงานศพหมดหรือยัง เช่น ทำไมจุดธูปเพียง 1 ดอก? บทขอขมาศพภาษาบาลีนั้นแปลว่าอะไร? ทำไมต้องเวียนรอบเมรุ 3 รอบ? ทำไมต้องวางดอกไม้จันทน์? ทั้งหมดนี้เป็นการสอนธรรมะล้วนๆนะคะไม่ใช่ความเชื่อแบบโชคลางเลย
* สิ่งที่ควรทำ 1) ทำวันนี้ให้ดีที่สุด 2) บอกตัวเองว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของเรา และ 3) จงดีกับคนทุกคน ทุกที่ ทุกโอกาส เพราะไม่รู้ว่านั่นอาจจะเป็นครั้งเดียวเท่านั้น/ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้พบกัน
* สิ่งที่จะวัดว่าจะไปสุคติ หรือ ทุคติ คือ จิตดวงสุดท้าย วิธีประคองจิตดวงสุดท้ายให้ไปสุคติได้คือ การฝึกเจริญสติอยู่เสมอ
* เอาจิตไปผูกไว้อยู่กับอะไร ก็มีแนวโน้มที่จะไปสู่สิ่งนั้นหรือไปเป็นสิ่งนั้น ดังนั้นควรฝึกให้จิตดวงสุดท้ายหลับไปพร้อมกับการเจริญสติ เผื่อจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก
* ให้ฝึกเตรียมตัวตายด้วยการสมาทานศีล 5 ในใจก่อนนอน และนอนดูอาการพองยุบที่ท้องด้วยสติจนหลับไป ถ้าตายเสียในขณะที่หลับก็จะได้ไปสู่สุคติ อย่างน้อยก็จะเป็นมนุษย์อีก
* ผู้ป่วยที่ต้องนอนอยู่กับเตียง หากฝึกการเจริญสติวิปัสสนาไปโดยตลอดก็จะสามารถพลิกจิตได้จนเห็นว่า ตนเองได้มีโอกาสมาสร้างสุดยอดของบุญกุศลซึ่งทำได้ยากอยู่อย่างต่อเนื่อง กายกับจิตจะแยกจากกัน ถึงกายป่วยจิตก็จะไม่เป็นทุกข์
* สติคือพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ถ้าอยากรู้จักพระพุทธเจ้า ให้ฝึกเจริญสติ
* ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงอะไร ทำกิจกรรมใดๆไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหน ควรเจริญสติทุกเมื่อ เช่น ถ้าโทรศัพท์ดังก็ให้ตั้งหลักเจริญสติก่อนรับ โอกาสที่จะพูดอะไรผิดพลาดหรือพูดไม่ดีออกไปก็จะน้อยลง
* ผู้ที่เจริญสติจะรู้ว่าชีวิตที่เหลือจะทำอย่างไร จึงสามารถใช้เวลาที่เหลือได้อย่างคุ้มค่า
* สตินั้น ต้องฝึกตลอดเวลา เหมือนอยากมีเงินฝากมากๆก็ต้องฝากไปเรื่อยๆไม่ใช่ว่าจะใช้ค่อยไปฝาก
* ถ้ามีสติอยู่กับการเดิน ก็จะมีความสุขกับการเดิน มีสติที่ใด มีความสุขที่นั่น พระพุทธรูปทุกพระองค์จะแย้มพระสรวลน้อย ๆ เสมอ นี่คือปริศนาธรรม
=สรุป=
อ่านแล้วอยากฝึกการเจริญสติเลยใช่ไหมคะ การฝึกแนวของท่านว.เรียกว่า การเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ค่ะ ถ้าอยากมาฝึกฟรีในที่ที่ผู้วิจารณ์ไปเป็นประจำล่ะก็ เชิญอ่านรายละเอียดได้ที่ลิ้งค์นี้นะคะ http://goo.gl/ALKOvv
เมื่อฝึกแล้วท่านก็จะสามารถกล่าวได้ว่า ถ้าท่านต้องตายวันนี้ ท่านก็พร้อมแล้ว และจะสามารถตายอย่างสันติ สงบ และ สง่างามค่ะ
ชื่อหนังสือ “หนึ่งคนตาย ล้านคนตื่น” โดย ว.วชิรเมธี สำนักพิมพ์ปราณ พิมพ์ครั้งที่ 18 มีนาคม 2557จำนวน176 หน้า ราคา 139 บาท
——————————————————————
คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ มีขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านค่ะ เด็กสิงคโปร์และเด็กเวียดนามอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน ถ้าผู้ใหญ่ไทยรักการอ่านให้เด็กเห็น เด็กเราก็จะทำได้ทัดเทียมเพื่อนบ้านหรือดีกว่าค่ะ
เชิญอ่านหนังสือเรื่องราวดีๆเล่มนี้ได้ที่ https://goo.gl/aQBBDu